จากแถลงการณ์ “ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา ต่อกรณีการแก้ปัญหาข้อพิพาทพื้นที่ทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้กระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea - UNCLOS)
โดยระบุว่า “กัมพูชา"ได้ส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังประเทศไทย และเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นภายใต้กระบวนการประนอมภาคบังคับ เพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของกัมพูชาตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ”
ในแถลงการณ์ดังกล่าว “ฮุน มาเนต” ยังยกตัวอย่างกรณีข้อพิพาท เรื่องเขตแดนทางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลีย สามารถยุติได้ด้วยกระบวนการประนอมภาคบังคับ
“ด้วยการริเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ ครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของอนุสัญญากฎหมายแห่งสหประชาชาติ กัมพูชาหวังที่จะแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของกฎหมายระหว่างประเทศ และการระงับข้อพิพาทอย่างสันติอีกครั้ง” นายกฯกัมพูชา ระบุ
ปัจจุบัน กัมพูชาได้แต่งตั้งคณะกรรมการประนอมขึ้นมา 2 คนด้วยกัน ได้แก่ นายปีเตอร์ ทักโซ-เยนเซน เอกอัครราชทูตเดนมาร์ก ซึ่งเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการการประนอมระหว่างติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลีย อีกคนหนึ่ง คือ ศ.ฌอง-มาร์ค ทูเวนิน นักกฎหมายและนักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเลขาธิการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศแห่งกรุงเฮก
โดยกระบวนการดังกล่าว จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 5 คน จากฝ่ายไทย 2 คน ฝ่ายกัมพูชา 2 คน เพื่อไปร่วมเลือกประธานกรรมการอีก 1 คน รวมกันเป็น 5 คน เพื่อรับฟังข้อโต้แย้งของทั้งสองฝ่าย รวมถึงพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ เพื่อเสนอแนวทางยุติข้อพิพาทที่มีต่อกัน
ทำให้เห็นแผนการของ“กัมพูชา” ว่าจะใช้โมเดลเดียวกับของติมอร์-เลสเต ที่เคยชนะออสเตรเลีย ประเทศใหญ่กว่า ในการยุติข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเลบรรลุได้ในปี 2018 มาใช้กับประเทศไทย
เนื่องจากเริ่มต้น ออสเตรเลียก็ใช้กระบวนการประนอมภาคสมัครใจกับติมอร์-เลสเต ไม่ต่างกับจุดยืนประเทศไทยที่เลือกใช้วิธีนี้ ในการแก้ปัญหาข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชา แต่ขณะนั้น ออสเตรเลียไม่ได้ให้ความร่วมมือใดๆ ทั้งสิ้น จึงนำไปสู่ภาคบังคับ
สุดท้ายแล้วจากที่เคยจะแบ่ง 50 : 50 กลายเป็น 70 : 30 โดย ติมอร์-เลสเต ชนะ กลายเป็นกรณีศึกษาที่ถูกจารึกไว้
นอกจาก“โมเดลติมอร์-เลสเต-ออสเตรเลีย” แล้ว กัมพูชายังใช้วิธีการโดดเดี่ยวประเทศไทย เดินสายฟ้องโลก โดยชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐที่ใหญ่กว่า แต่ไม่จริงใจในการยุติข้อพิพาททางทะเล ภายใต้กระบวนการประนอมภาคบังคับ
แน่นอนว่า ประเทศไทย มีข้อเสียเปรียบ ด้วยคําว่า“เป็นรัฐที่ใหญ่กว่า” ดังนั้นต้องยอมรับทุกเงื่อนไขในทุกกรณี อีกทั้งยังลงนามในสัตยาบันอนุสัญญา UNCLOS ว่าจะปฏิบัติตาม แต่เมื่อถึงเวลากลับไม่ปฏิบัติโดยการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ
นอกจากเป็นการแสดงให้เห็นว่า เจตนาไม่จริงใจแล้ว ยังเป็นลักษณะที่บ่งบอกว่า การที่ประเทศไทยได้กล่าวสัตยาบัน เป็นเพียงแค่ลมปาก แต่เมื่อถึงเวลาไม่ปฏิบัติตาม
ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่กัมพูชากำลังจะฉายภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตาชาวโลก เพื่อชิงความได้เปรียบ รวมถึงจะเรียกร้องว่า หากประเทศไทยต้องการแก้ไขข้อพิพาททางทะเลโดยภาคสมัครใจ จะมีโรดแมปอย่างไร ผลสัมฤทธิ์จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
ในขณะที่ กระทรวงต่างประเทศ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ต้องแก้เกมกัมพูชา เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความจริงใจ และมีความพร้อมโดยเข้าสู่กระบวนการภาคสมัครใจ
จากนั้นเชิญผู้แทนกัมพูชา“ปรัก สุคน” มาร่วมทำโรดแมป ว่า 2 ประเทศสมัครใจที่จะพูดคุยกัน โดยเริ่มจากประเด็นอะไรบ้าง ที่จะต้องมาคุยกัน กำหนดไทม์ไลน์ ผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างไร
นอกจากนี้ ประเทศไทยต้องถอดบทเรียน เพราะมีกรณีตัวอย่างกรณีใช้ภาคสมัครใจแต่ไม่สำเร็จ จนนำไปสู่ภาคบังคับว่าติมอร์-เลสเต มีวิธีการอย่างไร เพื่อประเทศไทยจะได้อุดช่องโหว่
อีกทั้งประเทศไทยต้องแสดงให้เห็นว่า กัมพูชาเองที่ไม่จริงใจ ด้วยการสร้างเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้ โดยกฎหมายทางทะเล หรือ UNCLOS จะเป็นสิ่งบ่งชี้ กรณีกัมพูชาลากเส้นผ่านเกาะกูดของไทย สะท้อนให้เห็นว่า กัมพูชาเอาแต่ได้ และเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลาพร้อมประชาสัมพันธ์ให้ชาวโลกได้รับรู้
แหล่งข่าวจากกองทัพเรือ ระบุว่า สิ่งที่นายสีหศักดิ์ กำลังทำอยู่ขณะนี้ คือการแสวงหาพันธมิตร โดยหลักการก็คือ โดดเดี่ยวคู่สงครามแสวงหาพันธมิตร ถือเป็นหลักการ ที่ต้องทําอย่างต่อเนื่อง และการแสวงหาพันธมิตรนั้น ควรเป็นประเทศเป็นกลาง ตรงไป ตรงมา และมีอิทธิพลในการกดดันคู่กรณีได้ และสุดท้ายแล้ว ได้อย่าง เสียอย่าง ต้องแลกกัน
"เช่น ถ้ากัมพูชาอยากได้สิ่งนี้ เราก็ต้องได้สิ่งนั้น ต้องยอมรับความจริงว่า ไม่มีใครได้ทั้งหมด และเสียทั้งหมด เช่นเดียวกรณีศึกษา
ติมอร์เลสเต จากเดิมแบ่ง 50 : 50 ตามหลักเกณฑ์ที่เคยกำหนดไว้ เมื่อเข้าสู่ภาคบังคับ 70 : 30 ติมอร์เลสเต ชนะออสเตรเลีย
แสดงว่าติมอร์เลสเตต้องมีอะไร และชนะด้วยวิธีการใด แล้วเราจะแก้อย่างไร ในฐานะที่เราเป็นรัฐใหญ่ ในขณะที่ออสเตรเลียสู้กับติมอร์-เลสเต อย่างนี้เขาเรียกว่า รู้เขารู้เรา เอามาเป็นบทเรียนที่จะต้องสู้ว่า ติมอร์-เลสเต ใช้วิธีการใด ขณะที่ในประเทศไทยก็ได้รู้ว่า กัมพูชาต้องเลียนแบบ โดยใช้โมเดลของติมอร์-เลสเต
หลังจากนี้ ต้องรอดูท่าที “สีหศักดิ์” ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ในระดับรัฐมนตรี กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 3-4 มิ.ย. 2569 จะเดินเกมอย่างไร เพื่อรับมือกัมพูชา

