วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘สุรพล’ อดีตอธิการบดี มธ. จากต้าน ‘ระบอบทักษิณ’ สู่กุนซือ ‘ส้ม’

‘สุรพล’ อดีตอธิการบดี มธ. จากต้าน ‘ระบอบทักษิณ’ สู่กุนซือ ‘ส้ม’

กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นเมือง พลันที่พรรคประชาชน (ปชน.) ยานพาหนะคันที่ 3 ของ “องคาพยพส้ม” เปิดตัว “ศ.สุรพล นิติไกรพจน์” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขึ้นแท่นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ “ทีมผู้ว่าประชาชน” เพื่อกรำศึกต่อสู้ “สนามเมืองหลวง” ชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก.”

“พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์” เลขาธิการพรรค ปชน. เปิดเผยเหตุผลว่า การเชิญ ศ.สุรพล มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมผู้ว่าประชาชน เกิดจากพรรคเล็งเห็นว่า ศ.สุรพลนอกจากจะเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับครู มีส่วนให้คำปรึกษากฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจและการจัดระเบียบบริหารราชการ กทม. 

ศ.สุรพลยังเป็นผู้มีประสบการณ์ในส่วนราชการ กทม. เคยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ (ประธานบอร์ด) บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ที่ กทม. ถือหุ้น 99.98% เป็นหน่วยงานที่กทม. ใช้ในการดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบราชการปกติได้คล่องตัวนัก เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว การจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งแวดล้อม โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน และการบริหารจัดการเดินเรือสาธารณะ 

"ดังนั้น หากนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 10 ได้รับโอกาสให้เข้าไปบริหารกรุงเทพ ก็จะได้มีผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดกับงานบริหารกลไกราชการ กทม. คอยให้คำปรึกษา เพื่อการบริหารที่มีประสิทธิภาพ และมีข้อมูลช่องโหว่ข้อผิดพลาดของการบริหารในอดีต เพื่อจะนำมาพัฒนาต่อไปได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่" พิจารณ์ กล่าว 

‘สุรพล’ อดีตอธิการบดี มธ. จากต้าน ‘ระบอบทักษิณ’ สู่กุนซือ ‘ส้ม’

หลายคนอาจจำกันได้ก่อนหน้านี้ “ศ.สุรพล” เคยเป็น “พยานปากเอก” ให้กับ “พรรคก้าวไกล” ในการต่อสู้ “คดียุบพรรค” ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2567 โดยเขาคือ 1 ใน 10 พยาน ที่ทำบันทึกถ้อยคำ 4 ข้อ โดยสรุปชี้ให้เห็นว่า การนำเสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ใช้ในการหาเสียงนั้น มุ่งเน้นประนีประนอมกลุ่มความคิดต่างๆ ในเรื่องนี้ ซึ่งก็คือเรื่องที่ว่าควรจะต้องมีบทบัญญัติคุ้มครองประมุขของรัฐมิให้ถูกหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นในระดับใดและภายใต้เงื่อนไขใดจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อประคับประคองระบอบประชาธิปไตยให้ดำรงอยู่ต่อไปได้

นอกจากนี้ การแสดงออกผ่านการรณรงค์ การปรากฏตัวในที่ชุมนุมของ สส. ที่เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล มิใช่เป็นการกระทำของพรรคก้าวไกล หากแต่เป็นการใช้เสรีภาพส่วนบุคคลที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย และมองว่า การกระทำตามคำร้องให้ยุบพรรคก้าวไกล ล้วนเป็นการใช้อำนาจหน้าที่หรือเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญอันเป็นวิสัยปกติ เป็นการกระทำที่อยู่ในวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นเหตุแห่งการยุบพรรค

‘สุรพล’ อดีตอธิการบดี มธ. จากต้าน ‘ระบอบทักษิณ’ สู่กุนซือ ‘ส้ม’

“การพยายามแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ซับซ้อนของชาติด้วยการวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ เป็นกระบวนการที่ได้ใช้มาแล้วหลายครั้งโดยศาลรัฐธรรมนูญ และแต่ละครั้งก็ไม่เคยทำให้เกิดทางออกหรือทางเลือกใหม่ที่จะช่วยคลี่คลายวิกฤตทางการเมืองที่เป็นอยู่ ในทางตรงกันข้าม กลับสร้างความโกรธแค้นชิงชังในทางการเมืองให้มีเพิ่มมากยิ่งขึ้น และยิ่งจะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศที่อยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้ว กลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ดังนั้น นอกจากประเด็นข้อกฎหมายที่ได้ให้ความเห็นมาแล้วข้างต้นทั้งหมด ข้าพเจ้าใคร่ขอกราบเรียนต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพที่จะได้กรุณาใช้มโนธรรมและความรัก ความห่วงใยในประเทศชาติและประชาชนชาวไทยโดยรวม ในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ด้วยเช่นกัน” คือความเห็นบรรทัดสุดท้ายของ ศ.สุรพล ในคดียุบพรรคก้าวไกล

ประเด็นที่น่าสนใจ หากหมุนเข็มนาฬิกากลับไปราว 10 กว่าปีก่อน ชื่อของ “ศ.สุรพล นิติไกรพจน์” ถูกกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งใน “กุนซือคนสำคัญ” ของ “ฝ่ายอนุรักษนิยม” เขาเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปี 2549 ระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ (ระหว่างปี 2547-2553) 

โดยในช่วงที่เขายังมีบทบาททางความคิดสูงในสังคมไทยนั้น เขาเคยเคลื่อนไหวทางการเมือง และให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อวิพากษ์วิจารณ์ “ระบอบทักษิณ” จำนวนไม่น้อย โดยเมื่อปี 2551 เมื่อ “สมัคร สุนทรเวช” พ้นเก้าอี้นายกฯ จากเหตุการณ์ในตำนาน “ทำกับข้าวออกทีวี” พรรคพลังประชาชน ผลักดัน “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” น้องเขย “ทักษิณ” ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี และเกิดเหตุสลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรฯนั้น 

“ศ.สุรพล” เมื่อครั้งเป็นอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ พร้อมด้วย อธิการบดี และตัวแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยชั้นนำประมาณ 30 แห่ง ทั้งรัฐและเอกชน ใน กทม. และต่างจังหวัด มาประชุมร่วมกัน โดยมีข้อสรุปร่วมลงนามเรียกร้อง 4 ประการ หนึ่งในนั้นคือให้ “รัฐบาลสมชาย” ยุบสภาฯ นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

นอกจากนี้ระหว่างเกิดเหตุการณ์วิกฤติการณ์ทางการเมือง ในช่วงการชุมนุมของม็อบ กปปส. เขายังเคยเป็นที่ปรึกษากฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้งในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้เมื่อปี 2556 เคยให้สัมภาษณ์สนับสนุนม็อบ กปปส. ภายหลังม็อบดังกล่าวเคลื่อนไหวล้มล้าง “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เช่นกัน

หลังจากการรัฐประหารโดย คสช.บทบาทของเขาลดลงไป แทบจะหายไปจากหน้าสื่อ แต่ที่น่าสนใจเมื่อ 18 ก.ย. 2563 ศ.สุรพล ขึ้นกล่าวปาฐกถา หัวข้อ “ชีวิต งาน และปณิธานเมื่อ 60 ปี” เนื่องในโอกาส 60 ปีของตัวเขาเอง โดยกล่าวไว้ตอนหนึ่งน่าสนใจว่า

วันนี้กำลังจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคมไทยระหว่างคน 2 กลุ่ม คนในยุคเก่าไม่กล้าพูดเพราะเขามีสถานะที่ต้องรักษาไว้ ส่วนคนยุคใหม่ เขาไม่มีอะไรจะเสีย เรากำลังจะเผชิญหน้ากับคนกลุ่มนี้ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นที่นี้ พรุ่งนี้

ศ.สุรพล ระบุว่า ตนไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร ตนรู้จักกับทุกพรรค เข้าใจวิธีคิด เมื่อไรก็ตามที่คน 2 กลุ่มซึ่งไม่มีอะไรเหมือนกันเลยจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างร่วมกัน เมื่อคนกลุ่มที่อายุมากกว่าไม่ยอมเปิด ไม่ยอมเสีย วันนั้นจะเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ ขอเรียนว่าเวลาอยู่ข้างคนอายุน้อยกว่าเสมอ ถ้าเราไม่เปิดช่องทาง ไม่ฟังเขา ไม่ยอมปรับเปลี่ยนและเสียอะไรบางอย่างที่เรามี มันจะนำไปสู่อะไรบางอย่างที่อาจดีหรือแย่

มีการเรียนรู้ว่า ผู้มีอำนาจไม่เคยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ขอเรียนว่าคนเหล่านี้มีสิทธิมีเสียงในการแสดงออกของเขา การที่ไปตัดกระบวนการแสดงออกของเขาโดยไม่มีฐานทางกฎหมาย เช่น การยุบพรรคการเมืองก็จะนำไปสู่การปะทะครั้งใหญ่ เพราะเมื่อไรที่เขามีตัวแทนเขาก็จะไม่มาทำ เมื่อเขาไม่มีตัวแทนเขาก็จะลงมาบนถนน

"เมื่อไรที่ตัดสินใจอย่างนี้จะเกิดการะปะทะกันของคน 2 รุ่นซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเสียใจ มันอาจจะโชคดีเพราะเป็นการปะทะกันทางความคิด แต่อาจเป็นการปะทะกันอย่างอื่นซึ่งผมเสียใจ" ศ.สุรพล กล่าว

คำปาฐกถาดังกล่าว เปรียบเสมือนการ "ตกผลึกทางความคิด" ของ "ศ.สุรพล" กระทั่งเขากลับมามีบทบาทอีกครั้งในปี 2567 เมื่อ “ชัยธวัช ตุลาธน” หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ขณะนั้น) เปิดเผยว่า ได้เชิญ “ศ.สุรพล” มาเป็นหนึ่งในพยานปากเอก ต่อสู้คดียุบพรรค และต่อมา “ศ.สุรพล” ได้ทำบันทึกความเห็นพยานของเขา ส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ ทว่าสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญ “มติเอกฉันท์” สั่งยุบพรรคก้าวไกล

เมื่อจบเรื่องคดีในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ ชื่อของเขากับ “ก้าวไกล” ก็ดูเหมือนจะเงียบหายไป หลังจากนั้นอีกราว 2 ปี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ประกาศนโยบาย “Grand Compromise” ว่ากันว่า “พรรคส้ม” ส่ง “แกนนำคนสำคัญ” ต่อสายคุยในวงสนทนา “กุนซืออีลิต” หลายวง เพื่อเจรจาหาทางออกให้กับสังคมไทย และยืนยันว่า พรรค ปชน.พร้อมเป็นรัฐบาล โดยไม่มีท่าทีปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯแต่อย่างใด

ทว่าในศึกเลือกตั้ง 69 ที่พรรค ปชน.ประกาศเปิดตัวทีมงาน “เทคโนแครต-นายทุน” ในชื่อ “The Professionnals” ก็ไม่ปรากฏชื่อของ “ศ.สุรพล” แต่อย่างใด

กระทั่งชื่อของ “ศ.สุรพล” กลับมาอีกครั้ง เมื่อมารับงาน “เผือกร้อน” เป็นกุนซือให้แก่ ปชน.ในศึกการเลือกตั้ง กทม. โดยชื่อชั้น และคะแนนนิยมของ “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ตกเป็นรองอย่างมาก หากเทียบกับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตผู้ว่าฯ กทม.แชมป์เก่า 

ดังนั้นยุทธศาสตร์ที่ “พรรคส้ม” ดึง “ศ.สุรพล” คัมแบ็กกลับมาช่วยเหลืออีกครั้ง จะสามารถผลักดันให้ “ดร.โจ” ก้าวไปถึงฝั่งฝันนั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. หรืออย่างน้อยที่สุดช่วยกรุยทางให้ผู้สมัคร ส.ก.ส้ม กวาดเก้าอี้กรำชัยในสมรภูมิเมืองหลวงได้มากน้อยแค่ไหน รอวัดฝีมือ