ขุมพลังของ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” กำลังถูกท้าทายโดยหลายภาคส่วน จนใกล้เคียงกับคำว่าขึงพืดเข้าไปทุกขณะ
การกุมสภาพเบ็ดเสร็จทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นที่ “สภาล่าง” อย่างสภาผู้แทนราษฎร หรือ “สภาสูง” วุฒิสภา ที่กำหนดชะตาของกฎหมายแต่ละฉบับ คัดกรองบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เพื่อคอนโทรลคดีความต่างๆ กำลังสร้างความแรงกระตุ้น เพื่อโค่นล้มอำนาจดังกล่าวลง
การมีอำนาจมากเกินไป ทำให้พวกเขาชะล่าใจ เปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามขับเคลื่อน โดยเฉพาะกลไกองค์กรอิสระ ที่มีบุคคลซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายสีน้ำเงินเข้าไปมีตำแหน่ง และใช้อำนาจให้เกิดคุณกับตัวเอง และให้โทษกับฝ่ายตรงข้าม
ความแข็งแกร่งที่ไม่สามารถโค่นล้มได้ด้วยระบบตรวจสอบทั่วไป กลายเป็นดาบสองคมให้สังคมตั้งคำถามเรื่อง “อภิสิทธิชน” เหนือนักการเมือง กลุ่มการเมือง หรือประชาชนทั่วไป
คำถามที่ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” กำลังเผชิญ ไม่ต่างอะไรกับวันที่ประชาชนเริ่มตั้งคำถามกับความเป็น “อภิสิทธิชน” ของยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นความเสื่อมในที่สุด
ขณะเดียวกัน กลายเป็นแรงกระตุ้นให้ภาคประชาชน และภาคส่วนต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นองคาพยพของ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” อยากปฏิรูปใหม่ ให้เข้ารูปเข้ารอย โดยเฉพาะเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นช่องทางหนึ่งในการทลายอำนาจของ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” อย่างเช่น อำนาจ และที่มาของ สว.
ขณะนี้ “จุดเริ่มต้น” ได้เกิดขึ้นแล้ว โดยหลายฝ่ายขยับตัวอย่างพร้อมใจ เพื่อตรวจสอบ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” แม้จะรู้ว่า วันนี้ยังเป็นเรื่องที่ยากอยู่
เริ่มจากบทบาทของฝ่ายค้านในสภาฯ “พรรคประชาชน” เริ่มกลับมาจับแนวทาง และตัวตนของตัวเองที่เคยสร้างชื่อ อย่างการจับภาพใหญ่ในประเทศ ผลจากการที่ “เครือข่ายน้ำเงิน” มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้ว สว. ในมือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ทำท่าจะปล่อยเสือเข้าป่า
การกระโจนเข้ามาเป็นที่พิงให้กับ “รุ่งเรือง ธิมาติ” อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องแชตหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” เพื่อฉายภาพให้เห็นว่า มีการใช้อำนาจรัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง และพวกพ้อง ซึ่ง "รุ่งเรือง" ยืนยันว่า แชตดังกล่าวคือของจริง
“รุ่งเรือง” ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวช่อง 3 ถึงกรณีแชตไลน์หลุด ซึ่งอ้างว่าเป็นของ "นฤชา โฆษาศิวิไลซ์" อธิบดีกรมการปกครอง มีการส่งรายงานสัดส่วนคะแนนนิยมผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ภูเก็ต ช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมข้อความตอบกลับว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ว่า แชตไลน์ดังกล่าว เป็นรายชื่อผู้สมัครจากนักการเมืองทุกเขตจากพรรคการเมืองสำคัญ ซึ่งมีทั้งหมด
โดยเจตนาเพื่อรายงานให้อธิบดีทราบ และระบุอย่างชัดเจนว่า “เรียนมาเพื่อโปรดทราบ” แต่ท่านกลับมาสั่งการตนว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” พอท่านสั่งการมา ได้ตอบกลับว่า “100% ครับนาย” ด้วยความที่ไม่สามารถขัดใจผู้บังคับบัญชา แล้วท่านก็ส่งสติกเกอร์ยกนิ้วกลับมา
“ข้อความที่สนทนาผ่านแชต ไม่ใช่ AI ผมสนทนากับอธิบดีเอง ในเวลา 5 เดือนกว่า มีทั้งการส่งข้อความพูดคุย ซึ่งผมคงไม่สามารถคุยกับ AI ได้เป็นเวลา 5 เดือน เพราะ AI คงพูดไม่ได้ ส่วนที่อธิบดีพยายามอธิบายว่า ท่านไม่ได้เป็นคนส่ง มีการล็อกอินไลน์ไว้หลายเครื่องนั้น ผมรับราชการมา 30 ปี เคยเจอผู้บังคับบัญชา สามารถบอกได้เลยว่า ผมพูดคุยกับท่านจริงๆ ล่าสุดได้ถอดบทสนทนาแล้ว เอาไว้เป็นพยานหลักฐาน” รุ่งเรือง ระบุ
ขณะที่แนวรบอีกด้าน ยังมีการเดินหน้าให้ศาลฎีกาตรวจสอบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ตีตกคดีถือครองหุ้น “หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น” ของ "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" อดีต รมว.คมนาคม คีย์แมนสีน้ำเงิน ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยให้ศักดิ์สยาม พ้นสมาชิกภาพรัฐมนตรี และสส.มาแล้ว
รวมถึงล่าสุดการตรวจสอบ “โครงการ TH-AI Passport” มูลค่า 1,600 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) ที่อ้างว่า เป็นโครงการอัปสกิลด้าน AI ให้คนไทย ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า เอื้อประโยชน์ให้กับคนในเครือข่ายสีน้ำเงิน โดยกระทรวงดังกล่าว กำกับดูแลโดย "ไชยชนก ชิดชอบ" รมว.ดีอี ลูกชายครูใหญ่บุรีรัมย์
โดย "ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถาม"ไชยชนก"หลายประเด็น โดยเฉพาะทีโออาร์ ว่าเข้าข่ายล็อกสเปก โดยกำหนดว่า ต้องมีการประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มทุนเพียงรายเดียว ที่ถือครองสิทธิจอในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งคือผู้ชนะประมูล อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับหลายโครงการของพรรคภูมิใจไทย
"สิ่งที่เราตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มบริษัทเหล่านี้ จะมีความเชื่อมโยงกับทุนขาประจำ ที่ได้รับงานกระทรวงที่พรรคท่านบริหารมาโดยตลอดหรือไม่ ดังนั้นโครงการ TH-AI Passport คือ โครงการที่มีความผิดปกติ และมีความบังเอิญเต็มไปหมด TOR ผิดปกติ ความแปลกประหลาด และความไม่เหมาะสมหลายๆ ประการ การเร่งจบภายใน 30 กว่าวัน คนที่ชนะโครงการคือ โครงข่ายกินรวบที่เป็นหน้าเดิมๆ"
ขณะที่ “พรรคประชาธิปัตย์” เดินในแนวทางที่ตัวเองถนัด นั่นคือ การตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มองว่า อาจมีการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง หรือมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ในการดำเนินการ ทั้งการตรวจสอบเมกะโปรเจกต์อย่าง “แลนด์บริดจ์” ที่ ปชป.เกาะติดไม่ปล่อย ทั้งใน และนอกสภาฯ
ส่วนเรื่อง “เขากระโดง” ที่จนบัดนี้ยังไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ เพราะกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม หรือกระทรวงมหาดไทย ต่างอยู่ในมือของ “พรรคภูมิใจไทย” ทั้งหมด เริ่มถูกโหมขึ้นมาอีกครั้ง
โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กระโจนลงมาจับเรื่องนี้อีกคน ถึงขั้นบุกไปถึง จ.บุรีรัมย์ เพื่อดูบ้านของ "เนวิน ชิดชอบ" ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และบ้านของนายกฯ อนุทิน โดยมี “ขาประจำ” อย่าง “ทนายอั๋น” ภัทรพงศ์ ศุภักษร แท็กทีม
หากพินิจในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนของ “ครม.อนุทิน 2” การขยับตรวจสอบของฝ่ายค้าน และหลายภาคส่วนดูจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ
คล้ายกับ “จุดเริ่มต้น” ในการโค่นอำนาจกลุ่มคน ที่มีอำนาจโยงใยเป็นเครือข่าย หลายองคาพยพ ซับซ้อน ประหนึ่ง “รัฐพันลึก” ในอดีต
หากพฤติกรรม หากการกระทำ ที่คลางแคลงใจสังคมยังคงถูกก่อขึ้นต่อเนื่อง ไม่แน่ว่า วันหนึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ “สุกงอม” ได้ในไม่ช้า เหมือนที่หลายคนบอกว่าสุดท้าย “เครือข่ายอำนาจ” จะพังพาบด้วยตัวเอง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

