วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ส้ม’ ติดหล่ม ‘พรรคมวลชน’ ครหา 2 มาตรฐาน ปูนบำเหน็จให้ สส.

‘ส้ม’ ติดหล่ม ‘พรรคมวลชน’ ครหา 2 มาตรฐาน ปูนบำเหน็จให้ สส.

เป็นกระแสข่าวที่สะพัดไปเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณี “อดีต สส.ส้ม” หลายคนเคย “มีแสง” ภายในพรรค ตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ จนถึงยุคก้าวไกล ทยอยลาออกไปร่วมงานกับ “กระทรวงแรงงาน” ภายใต้การกุมบังเหียนของ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมว.แรงงาน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

เรื่องนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และโจษขานหลายแง่มุม แต่ที่หนีไม่พ้นคือถูกบรรดา “ด้อมส้ม” ครหาเรื่อง “ความภักดี” ถึงแม้เรื่องนี้ไม่ถึงขั้นเป็น “งูเห่า” เพราะว่า อดีต สส.เหล่านี้ “สอบตก” ในการเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมาในนามพรรคประชาชน (ปชน.) ก็ตาม

มีรายงานข่าวที่ได้รับการยืนยันแล้วว่า ตั้งแต่เดือน เม.ย.-พ.ค. อดีต สส.พรรคส้มหลายคน ทยอยลาออกจากพรรค ปชน. ก่อนจะตบเท้าเข้าร่วมเป็นคณะทำงานของ “จุลพันธ์” ในกระทรวงแรงงาน 

ส่วนใหญ่คือ อดีต สส.ปีกแรงงาน ภายในพรรค ไม่ว่าจะเป็น จรัส คุ้มไข่น้ำ สุเทพ อู่อ้น วรรณวิภา ไม้สน ขณะที่ นิติพล ผิวเหมาะ เป็นอดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับสูงในพรรค เป็นผู้ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ก่อนหน้านี้มีเคสของ “ครูจวง” ปารมี ไวจงเจริญ อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ปีกการศึกษาภายในพรรค ลาออกจากสมาชิก ไปเป็นคณะทำงานให้กับ “อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันนท์” รมช.ศึกษาธิการ โควตาพรรคเพื่อไทย ภายใต้ “รัฐบาลภูมิใจไทย” มาแล้ว โดยเธออ้างว่า รู้จักกับ “อัครนันท์” กันมาก่อนเป็น สส. และเมื่อเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจ จึงมาร่วมทำงานเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา

อย่างไรก็ดี สาเหตุการลาออกของอดีต สส.พรรคส้มบางส่วนข้างต้น ว่ากันว่าเกิดขึ้นภายหลังมีการปรับโครงสร้างพรรคครั้งใหญ่ หลังการเลือกตั้งปี 2569 เกิดขึ้นในช่วง “อดีต 44 สส.ก้าวไกล” ถูก ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในการร่วมลงชื่อและยื่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ศาลฎีกา มีคำสั่งไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.

สำหรับการปรับโครงสร้างพรรค ปชน.เกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อ 26 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา โดยมีการปรับโครงสร้างพรรคใหม่ให้เป็น “จตุสดมภ์” คัดเลือก “ดีเอ็นเอส้มล้วน” เพื่อจัดทัพหลังการเลือกตั้งและพร้อมทำงานตอบสนองการตรวจสอบรัฐบาลในสมัยสภาฯชุดปัจจุบัน โดยมีการปรับรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญภายในพรรค

ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค (แทนศรายุทธิ์ ใจหลัก ที่กลับไปทำงานหลังฉาก และเป็นที่ปรึกษาเลขาธิการพรรค) ชุติมา คชพันธ์ เหรัญญิกพรรค ณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนสมาชิกพรรค และสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา กรรมการบริหารพรรค ส่วนอื่น ๆ หลายคนยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่มีการปรับ “แกนนำส้ม” รุ่น 3 ขึ้นมา เช่น “พริษฐ์” จากโฆษกพรรค เป็นรองหัวหน้าพรรค “ลิซ่า ภคมน หนุนอนันต์” ขึ้นชั้นโฆษกพรรค เป็นต้น

ที่น่าสนใจอดีต สส.ส้มดังกล่าว ล้วนติดบ่วง “คดี 44 สส.” ทั้งสิ้น ทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า การโยกย้าย “ขั้วการเมือง” ครั้งนี้ มีเบื้องลึกฉากหลังอะไรหรือไม่

แต่อีกมุมหนึ่งมีเสียงเล่าอ้าง สะพัดว่า อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้อดีต สส.ส้ม หลายคนเคยเป็นถึง “ระดับนำ” ในพรรค เคยเป็นกรรมการบริหารพรรค เช่น นิติพล ผิวเหมาะ สุเทพ อู่อ้น เป็นต้น แถมการทำงานในบทบาทที่ได้รับจากพรรค เช่น ปีกด้านสิ่งแวดล้อม หรือปีกด้านแรงงาน ก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง ไม่เคยเป็นงูเห่า เข้าสภาฯลงมติในญัตติ หรือร่างกฎหมายต่าง ๆ ของพรรคอย่างแข็งขันมาโดยตลอด

ทว่า สิ่งที่อาจทำให้พวกเขาจำเป็นต้องทยอยอพยพออกจาก “อาคารอนาคตใหม่” แม้เรื่อง “การทำงาน” อาจมีส่วน แต่อีกส่วนอาจเป็นเพราะ “แสงไม่เพียงพอ” ให้เติบโต 

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า “สส.ส้ม” หลายคนในยุคหลัง เน้น “เข้าหาสปอตไลท์” มากกว่า “เนื้อหาสาระ” ในเชิงเคลื่อนไหวทางการเมือง กลับได้รับ“ปูนบำเหน็จการเมือง” หลายคนขึ้นชั้นเป็น “ประธานกรรมาธิการ” หรือได้เป็น “กก.บห.” 

ด้วยหลักการความเป็น “พรรคมวลชน” ที่ “พรรคส้ม” พยายามตรึงเอาไว้ การสรรหาบุคคล หรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนบุคลากร ขึ้นมาทำหน้าที่ในพรรค เป็นเรื่องปกติ จนลืมคิดไปถึงเรื่อง“การปูนบำเหน็จ”ให้“เพื่อนร่วมงาน” ที่บางคนทำงานอยู่เบื้องหลังพรรคมาโดยตลอด แต่กลับไม่มีตำแหน่งแห่งที่ ทั้งในพรรค ในสภาฯ เพียงแค่พวกเขาเหล่านี้ ไม่ได้เข้าหาแสงสปอตไลท์ เหมือน “สส.หน้าใหม่”บางคน

หากสังเกตนับตั้งแต่ “พรรคส้ม” เข้าสู่ยานพาหนะคันที่ 3 อย่าง “ปชน.” มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน สส.ขึ้นมาทำหน้าที่ภายในพรรค ส่วนใหญ่ล้วนหน้าเดิม ๆ กระทั่งเกิดประกาศิต “Grand Compromise” ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ทำให้ต้องสับเปลี่ยนหมุนเวียนทรัพยากรบุคคลมาเติมเต็ม

เมื่อเปิดชื่อผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ของพรรคในการเลือกตั้ง 69 มักถูกมองว่าเป็น “สส.หอคอยงาช้าง” หลายคนที่อยู่ใน “อันดับปลอดภัย” ส่วนใหญ่เป็น “คนใกล้ชิด-เพื่อนสนิท” กับบรรดา “กลุ่มเพื่อนเอก-โปลิตบูโร” หรือแม้แต่ “เครือญาติอดีตผู้บริหารพรรค” ขณะที่ “อดีต สส.หน้าเก่า” ถูกผลักไปอยู่“วงนอก” เรื่อย ๆ กระทั่งต้องออกไปหาที่อยู่ใหม่ในที่สุด

ไม่ต้องดูใครอื่น แม้แต่ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคของ “โปลิตบูโร” ช่วงก่อนการเลือกตั้ง ส่งผลให้การปราศรัยใหญ่ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ไม่ปรากฏชื่อ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตเลขาธิการพรรค ขึ้นเวที ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เดินสายช่วยพรรคหาเสียงอย่างแข็งขัน พื้นที่ภาคอีสาน ส่งผลให้ ปชน.เจาะ สส.อีสาน ได้ถึง 7 คน ใน จ.นครราชสีมา จ.ขอนแก่น และ จ.อุดรธานี ท่ามกลางการต่อสู้อย่างเข้มข้นระหว่าง “แดง-น้ำเงิน”

หลังจบการเลือกตั้ง “ปิยบุตร” ประกาศ “เว้นวรรคทางการเมือง” และเดินสายถ่ายทำรายการอาหารการกิน กลับไปใช้ชีวิตส่วนตัว โดยมุ่งเน้นการเตรียมตัวเพื่อเขียนหนังสือเล่มใหม่

การปรับโครงสร้างพรรค ปชน.ที่เน้น “จตุสดมภ์” ข้างต้นเพื่อเฟ้นหา “ดีเอ็นเอส้มล้วน” อาจกลายเป็น “กับดัก” ทำให้พรรคมวลชน ซึ่งต้องเน้นเรื่องความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ภายใต้จุดยืนเดียวกัน กลายเป็น“พรรคเผด็จการ” ที่รอรับคำสั่งจาก“ใครบางคน”ให้เดินตามหมากการเมืองที่วางเอาไว้เท่านั้น โดย“ห้ามเห็นต่าง” หรือไม่?

ดังนั้นวิกฤติ “ส้มเลือดไหล” ครั้งนี้ ดูท่าจะเป็นอีกหนึ่ง“โจทย์หิน” ที่ผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบัน จำเป็นต้องเร่งแก้ไข ท่ามกลางมรสุมรุมเร้า ทั้งเรื่องการผลักดันแก้รัฐธรรมนูญ การตั้ง “ครม.เงา” ตรวจสอบรัฐบาล และเรื่องฉาว ๆ คาว ๆ ภายในพรรค ที่ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา

นับเป็นอีกหนึ่งบททดสอบ “เท้ง ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรครุ่นที่ 3 จะยืนหยัดต่อสู้ไหว จนถึงการเลือกตั้งครั้งถัดไปหรือไม่