ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) เปิดเผยผลการสำรวจ เมื่อวันที่ 31พ.ค. เรื่อง “ผู้ว่าฯ กทม. อิสระ หรือสังกัดพรรค” สำรวจระหว่างวันที่ 25-26 พ.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้ง ในกทม. ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของการลงคะแนนเสียง เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. และ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในวันที่ 28 มิ.ย. 2569
ประเด็นน่าสนใจอยู่ที่ แนวโน้มของคนกทม.ลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. โดยพบว่า ตัวอย่าง 64.96% ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง
รองลงมา 16.88% ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง ขณะที่ 12.82% ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง และ 5.34% ระบุว่า ไม่แน่ใจ
เช่นเดียวกับแนวโน้มของคนกทม.ในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครสก. พบว่า ตัวอย่าง 48.47% ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง
รองลงมา 33.21% ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง ขณะที่ 11.60% ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลังและ 6.72% ระบุว่า ไม่แน่ใจ
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของ คน กทม.ในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และสก.จากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน พบว่า ตัวอย่าง 53.97% ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่แตกต่างกัน รองลงมา 36.80% ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน ขณะที่ 9.08% ระบุว่า ไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.15% ระบุว่า ไม่ตอบ
โจทย์“พ่อเมืองหลวง”ซื้อใจ4.5ล้านโหวตเตอร์
อย่างที่รู้กันว่า ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และสก.ทั้ง50เขต ที่จะรู้ผลแพ้ชนะกันในวันที่ 28มิ.ย.หรืออีก27วันข้างหน้า นอกเหนือจากโจทย์ใหญ่คือ นโยบาย “เมืองหลวง” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ประชากรคนกรุง 5.42 ล้านคน (อ้างอิงจากข้อมูลล่าสุดตามประกาศของสำนักทะเบียนกลาง กระทรวงมหาดไทย)
โดยจำนวนนี้มีในส่วนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึง 4.5 ล้านคน ที่แต่ละพรรคกำลังประชันขันแข่งแบบเต็มรูปแบบชนิดไม่มีใครยอมใครกันในเวลานี้แล้ว
อีกหนึ่งโจทย์ที่สำคัญในสนามเมืองหลวงรอบนี้คือ “ตัวบุคคล” ที่จะมาขับเคลื่อนนโยบายเมืองหลวง ร่วมกับบรรดาสก.ทั้ง50เขต เพื่อซื้อใจ 4.5ล้านโหวตเตอร์ ในสนามเมืองหลวงรอบนี้
เช็กความพร้อมโค้งสุดท้าย ของบรรดา “แคนดิเดตพ่อเมืองหลวง” ไล่ตั้งแต่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตผู้ว่าฯกทม.แชมป์เก่า ที่รอบนี้ลงป้องกันแชมป์อีกรอบ มองเผินๆ เหมือนจะมีข้อได้เปรียบในเรื่องความเป็นอิสระปราศจาก“สัญญาณ” หรือ “อาณัติ” จากพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ตามที่ผลสำรวจระบุ
แถมสอดคล้องกับผลสำรวจ “นิด้าโพล” ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 ที่พบว่า ส่วนใหญ่ 32.59% มองว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ครั้งนี้ไม่น่าตื่นเต้น เพราะพอจะคาดเดาได้ว่าผู้สมัครรายใดจะได้รับการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ 33.97% ยังมองว่า การเมืองระดับประเทศซึ่งพรรคประชาชน ปักธงสนามกทม.ทั้ง33เขต ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจของคนกรุงเทพมหานคร
บทเรียน“ชัชชาติ”4+4 “ทำต่อ”
ทว่าภายใต้ “เกมการเมือง” ภายในเสาชิงช้า ตลอด 4 ปี ที่ผ่านมาซึ่ง “อดีตผู้ว่าฯชัชชาติ” ไร้ทีมสก.ในมือ ย่อมกลายเป็นจุดอ่อนให้อดีตผู้ว่าฯผู้นี้ ถูกขัดแข้งขัดขาโดยสก.บางกลุ่มบางก๊วนอยู่เป็นระยะ ศึกรอบนี้จึงเห็นชัดถึงการแก้เกม ด้วยการ “ฟอร์มทีมสก.” ทั้งเขียวเข้ม-เขียวอ่อน เพื่อเป็นกองหนุน
ในวันรับสมัครผู้ว่าฯ กทม.เมื่อวันที่28พ.ค.ที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า “อดีตผู้ว่าฯชัชชาติ” พยายามชูจุดขาย4+4 คือ ผลงาน4ปี ขอโอกาสอีก4ปีเพื่อ “ทำต่อ”
จับเวิร์ดดิ้งจากการตอบคำถามของ“อดีตผู้ว่าฯชัชชาติ” ที่พูดถึงครหาที่บรรดาคู่แข่งพยามขยี้ไปที่ผลงาน4ปีภายใต้คำถามว่า "4 ปีที่ผ่านมาทำอะไรมาบ้าง" ว่า
“เราจะเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับ คนกรุงเทพฯโดยเน้น 4 ด้าน ได้แก่ คน ความสุข คุณภาพชีวิต และเมือง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนที่คู่แข่งได้มีการตั้งคำถามว่า 4 ปีที่ผ่านมาทำอะไรมาบ้างนั้นมีหลายเรื่อง ตั้งแต่ทางเท้า น้ำท่วมที่ทำได้ดีขึ้น คุณภาพอากาศที่ทำได้ดีขึ้น การศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงสาธารณสุข ซึ่งถ้าตั้งใจดูก็น่าจะเห็นเอง”
“อดีตผู้ว่าฯชัชชาติ” ยังขยายความว่า ส่วนเรื่องที่ยังไม่ประสบความสำเร็จคือ ทุจริตคอรัปชั่น เป็นเรื่องที่ฝังรากลึกมานาน ที่ผ่านมาเราทำงานอย่างหนัก เราไล่คนทุจริตออก 41 คน จึงต้องทำเรื่องนี้ต่อไป เรื่องดังกล่าวมีร้องเรียนเข้ามาในปีแรกร้อยกว่าเรื่อง และในปีหลังลดลงเหลือ 20 กว่าเรื่อง ทำให้เห็นว่าเรื่องดังกล่าวดีขึ้น แต่ไม่มีทางหมด ต้องเดินหน้าต่อไป
ปชน.ปลุกส้ม2ใบ “กาเพื่อเปลี่ยน”
ด้าน “พรรคประชาชน” ที่ส่ง “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เป็นผู้สมัคร ภายใต้คอนเซปต์ “กรุงเทพง่ายๆ” ด้วยนโยบาย 4 ง่าย ย่อมรู้ดีถึงบริบทการเมืองสนามใหญ่ และสนามกทม.ที่มีความแตกต่างกัน
ฉะนั้นแม้ “พรรคส้ม” จะมีฐานเสียงสำคัญคือ สส.กทม.ทั้ง33เขต แต่ไม่อาจวางใจในสนามผู้ว่าฯกทม.และสนามสก.ได้
เช่นนี้ต้องจับตานอกเหนือจากนโยบาย 4 ง่าย ได้แก่ คือ เลี้ยงครอบครัวง่าย ค้าขายง่าย เดินทางง่าย และใช้ชีวิตง่าย ซึ่งบรรดาผู้สมัครสก. “พรรคส้ม” ประโคมโหมโรงอยู่ในเวลานี้แล้ว
การเดินเกมของพรรคส้มในเวลานี้ยังเห็นชัดถึงการปลุกวาทกรรมส้ม2ใบทั้งผู้ว่าฯกทม.และสก.“กาเพื่อเปลี่ยน” ล้อไปกับแคมเปญหลักที่พรรคประชาชนเคยนำมาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งสส.ในรอบที่ผ่านมาจนกระทั่งสามารถปักธงสส.กทม.ได้ทั้ง33เขต จึงต้องลุ้นว่าจะเป็นแรงหนุนเพื่อพลิกเกมส้มได้หรือไม่อย่างไร
ปชป.หวัง “สวิงโหวต” 20% พลิกเกมฟ้า
ขณะที่ “พรรคประชาธิปัตย์” ในยุคที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นหัวหน้าพรรค รอบนี้ถือเดิมพันสูงลิบในการฟื้นกระแส “ประชาธิปัตย์ฟีเวอร์” ที่เคยรุ่งโรจน์ในอดีตให้กลับคืนมา
แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า ภายใต้บริบทการเมืองที่เปลี่ยนไป จริงอยู่แม้สนามเมืองหลวงรอบนี้ “พรรคฟ้า” จะมี“อดีต12สก.” ทั้งเลือดเก่า-เลือดใหม่ เป็นกองหนุน
ทว่าภายใต้บริบทการเมืองในเวลานี้ ไม่ต่างจากชื่อของ “เจมส์” อนุชา บูรพชัยศรี แคนดิเดตผู้ว่าฯกทม. ซึ่งถูกมองว่า ชื่อชั้นอาจยังตกเป็นรองคู่แข่งทั้ง “อดีตผู้ว่าฯชัชชาติ” และ “ดร.โจ” อยู่พอสมควร
เช่นนี้ต้องจับตาว่า นอกเหนือจากสโลแกน “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more” ภายใต้นโยบาย เดินหน้าผลักดันอุโมงค์ระบายน้ำที่มีอยู่ในเมืองใหญ่หลายแห่งทั่วโลก การผลักดันใช้พื้นที่ของกรุงเทพฯ HUB AI พร้อมพัฒนาเรื่องความสะดวก ความสะอาด และความสบาย ซึ่งถูกปล่อย มาทดสอบกระแสในเวลานี้
“พรรคสีฟ้า” จะมีไม้เด็ดอะไรในช่วงโค้งสุดท้ายเพื่อ “พลิกเกม” ให้คนกรุงหันมาเทคะแนนให้หลังจากนี้หรือไม่
สัญญญาณล่าสุดจาก “อภิสิทธิ์” ยอมรับกลายๆถึงกระแสพรรคในโพล แต่ยังแอบหวังว่า ปชป. พร้อมนําเสนอนโยบายที่แตกต่างและจับต้องได้ เช่น การจัดสรรพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเพื่อแก้ปัญหานายทุนเลี่ยงภาษีที่ดิน และนโยบายปราบปรามการทุจริตที่เข้มข้น
“มั่นใจว่าจะสามารถดึงฐานเสียงเดิม และจูงใจกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ (Swing Vote) อีกประมาณ 20% ให้กลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ได้สําเร็จ”
อย่างที่รู้กันว่า โจทย์ของ “พรรคฟ้า” ในสนามกทม.รอบนี้ แม้ลึกๆบรรดา “คีย์แมนฟ้า” จะรู้ดีว่า ยังตกเป็นรองคู่แข่งหลายช่วงตัว ทว่าการส่งผู้สมัครในรอบนี้ลึกๆอาจส่งผลดีในแง่การ “รักษาฐานเสียง”เลี้ยงกระแสเมืองหลวงที่จะมีผลไปถึงการเมืองสนามใหญ่ในอนาคต เพราะไม่เช่นนั้นโอกาสที่จะทวงพื้นที่เมืองหลวงก็อาจมีน้อยลงตามไปด้วย
นับถอยหลัง27วันสุดท้ายภายใต้โจทย์ “นโยบายเมืองหลวง” ซื้อใจโหวตเตอร์ 4.5ล้านเสียง ที่ต่างฝ่ายต่างประชันขันแข่งกันในเวลานี้ ต้องจับตาที่สุดฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายกำชัยอีกไม่กี่อึดใจจะได้รู้กัน

