แม้“เรือดำน้ำ”ขาดเครื่องยนต์ของ“กองทัพเรือ”จะได้ข้อสรุปไปแล้ว คือการเดินหน้าโครงการต่อ โดยรัฐบาลมอบหมายให้ “ผู้บัญชาการทหารเรือ” เป็นตัวแทนรัฐบาล ลงนามข้อตกลงฉบับแก้ไขเพิ่มเติม กับผู้แทนรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่บริษัท CSOC กรุงปักกิ่ง เมื่อปีที่แล้ว 17 ก.ย.2568
โดยจะมีการสร้างเรือตามแผนงานในงวดงานที่เหลือประมาณ 40 เดือน ประกอบด้วย การสร้างเรือ การฝึกอบรมหลักสูตรของช่างซ่อมบำรุงในสาขาต่างๆ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี หลักสูตรกำลังพลประจำเรือดำน้ำ และฝ่ายอำนวยการของกองเรือดำน้ำ
นอกจากนี้ “กระทรวงกลาโหมจีน”ให้การสนับสนุนการสร้างเรือ ให้เป็นไปตามข้อตกลงที่กำหนด และเป็นไปตามมาตรฐานของกองทัพจีน รวมถึงการฝึกกำลังพลประจำเรือให้มีความรู้ และมีขีดความสามารถในการใช้งานเรือดำน้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย
เพื่อให้กองทัพเรือไทยมีความมั่นใจว่าจะสามารถใช้งานเรือดำน้ำลำนี้ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ คุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไป โดยเรือดำน้ำลำนี้ มีกำหนดส่งมอบปลายปี 2571
ดูเหมือนปัญหาเรือดำน้ำขาดเครื่องยนต์ จะจบลงด้วยดี กองทัพเรือได้เรือดำน้ำตามความต้องการด้านยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ และไม่กระทบความสำพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีความสำคัญ โดยมีนัยแห่งความสัมพันธ์สองประเทศซึ่งเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน
ทว่าเมื่อ 26 พ.ค.2569 กลุ่มผู้รับเหมาช่วงชาวไทยจากบริษัท KCG นำโดย นายภาณุพงศ์ วิชัย แกนนำตัวแทน พร้อมพนักงาน ยื่นหนังสือติดตามทวงถามเงินค้างชำระค่าก่อสร้างโครงการสร้างอู่ซ่อมเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทย จากบริษัท China Railway Construction Corporation (CRCC) ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญาหลักรายใหญ่จากประเทศจีน โดยมีนาย นิเวศน์ พึ่งกุศล ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง อำเภอสัตหีบ เป็นผู้รับเรื่อง
นายภาณุพงศ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาการค้างชำระเงินค่าก่อสร้างในโครงการดังกล่าว หลังจากบริษัท KCG ได้เข้าร่วมดำเนินงานในโครงการ ต่อมาฝ่ายโครงการของ CRCC ได้ลงนาม และประทับตราในหนังสือยืนยันการชำระเงิน ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2025
ตามหนังสือดังกล่าว CRCC ได้ยืนยันว่าจะชำระเงินคงค้างให้ บริษัท KCG จำนวน 3 งวด รวมเป็นเงิน 78,926,417.40 บาท หลังหักเงินประกันคุณภาพ โดยงวดที่ 1 จำนวน 30 ล้านบาท และงวดที่ 2 จำนวน 25 ล้านบาท ได้มีการชำระเรียบร้อยแล้ว
แต่งวดที่ 3 จำนวน 23,926,417.40 บาท ซึ่งกำหนดชำระภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2025 กลับชำระมาเพียง 11,496,920.59 บาท ส่งผลให้ปัจจุบันยังมียอดค้างชำระอีก จำนวน 12,429,496.81 บาท
“ก่อนมีการชำระเงินบางส่วนในงวดที่ 3 ทาง CRCC ยังได้ให้คำมั่นเพิ่มเติมว่า จะชำระยอดคงเหลือหลังเทศกาลตรุษจีน และไม่เกินสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ เวลาล่วงเลยมาราว 3 เดือนแล้ว ก็ยังไม่มีการชำระเงินจริงเพิ่มเติม และไม่มีการแจ้งกำหนดวันชำระเงินที่ชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร”
“สิ่งที่บริษัท กังวลมากที่สุด ไม่ใช่เพียงเรื่องจำนวนเงิน แต่เป็นเรื่องความน่าเชื่อถือของคำมั่นสัญญา และเอกสารที่มีการลงนามและประทับตราอย่างเป็นทางการ โดยมองว่า บริษัทขนาดใหญ่ระดับสากลอย่าง CRCC ควรเคารพคำมั่นของตนเอง และปฏิบัติตามกำหนดเวลาที่ได้ยืนยันไว้” นายภาณุพงศ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการบริหารจัดการโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทย ว่าจะล่าช้า หรือส่งผลกระทบในวงกว้างหรือไม่
แหล่งข่าวกองทัพเรือ ระบุว่า ตามข้อเท็จจริง ทร.เป็นคู่สัญญากับบริษัท CRCC ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทกลุ่มผู้รับเหมาช่วงชาวไทย ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างบริษัท CRCC ต้องไปเคลียร์กับกลุ่มผู้รับเหมาช่วงชาวไทย และยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการก่อสร้างอู่ซ่อมและโรงเก็บเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ขณะนี้โครงการก็ยังดำเนินการตามกรอบงานอยู่ และเชื่อว่าเสร็จทันรอรับเรือดำน้ำที่จะส่งมอบปลายปี 2571หรือ ต้นปี 2572 เพราะทุกอย่างยังดำเนินการตามแผนงานที่ ทร.กำหนดไว้ทั้ง
“ทร.พยายามเร่งรัดทุกงาน สนับสนุนการปฏิบัติเรือดำน้ำให้ทันตามเวลา ซึ่งในสัญญาก็สอดคล้องกับห้วงเวลาดังกล่าวอยู่แล้ว ยกเว้นกรณีบางงานที่จะต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้มีการรองรับที่มากขึ้น โดยรวมแล้วจะทันต่อการสร้างเรือดำน้ำ ยอมรับว่าในแต่ละโครงการ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมขึ้น และ ทร.จะต้องไปบริหารจัดการงบประมาณของตัวเองมาชดเชยในส่วนต่างที่เพิ่มมา เช่น ค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง ปรับงบประมาณให้มีความสอดคล้องกัน” แหล่งข่าว ทร.ระบุ
อย่างไรก็ตาม แม้ ทร.จะมีไม้เด็ดอยู่ที่ “ค่าปรับ”ที่ระบุชัดในสัญญา หากบริษัท CRCC ไม่สามารถส่งมอบงานตามที่กำหนด แต่ก็ไม่ใช่สิ่งการันตีว่า โครงการอู่ซ่อมและโรงเก็บเรือดำน้ำ ทร. จะเสร็จเร็วขึ้น และทันรับมอบเรือดำน้ำ ถ้าบริษัท CRCC ยอมจ่ายค่าปรับก็สามารถยืดเวลาก่อสร้างออกไปได้เรื่อยๆ และปัญหาจะมาตกที่ ทร. แทน หากเรือดำน้ำมาถึงไทย แต่ อู่ซ่อมและโรงเก็บเรือดำน้ำยังไม่แล้วเสร็จ
ล่าสุด ทร.ได้ยกเลิกสัญญาการก่อสร้างท่าเทียบเรือดำน้ำกับบริษัท CRCC และเตรียมจ้างผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนไทย เนื่องจากมีแบบก่อสร้างอยู่แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่าง การขออนุมัติจาก พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อดำเนินงานต่อในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 50%
สำหรับ โครงการอู่ซ่อมเรือดำน้ำ ทร.อยู่ระหว่างขอแก้ไขสัญญาใหม่ แต่ยังให้บริษัท CRCC ดำเนินการต่อไปในส่วนงานที่เหลือ ตามสัญญาที่ปรับแก้ไขใหม่
ดังนั้น ต้องติดตามกันว่า ทร.จะมีมาตรการอย่างไร ดำเนินการบริษัท CRCC หลังจากยกเลิกโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือดำน้ำ แล้วจะมีอะไรมาการันตีว่า โครงการอู่ซ่อมเรือดำน้ำจะเสร็จทันรองรับเรือดำน้ำ รวมถึงการชี้แจงสังคมต่อแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อรักษาผลประโยชน์กองทัพเรือและประเทศชาติ เพราะเงินทุกบาทคือภาษีจากประชาชน

