หลัง “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดศึกกับ “ระบอบสีน้ำเงิน” หวังโหมโรง เรียกกระแสประชาชน มีส่วนร่วมกับการทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในห้วงที่ “รัฐสภา” กำลังเดินหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256
วานนี้ (27 พ.ค.) “หัวหน้าพรรคประชาชน” นำ สส.ของพรรค แถลงยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต่อรัฐสภาแล้ว โดยเป็นความตั้งใจที่จะแก้เกมกินรวบของ “พรรคสีน้ำเงิน” ที่ออกแบบ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” (สสร.) ที่ส่อเค้าว่าจะเป็น “สภาสีน้ำเงินอันดับสาม” หลังจากที่มีสภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา สีน้ำเงินไปแล้ว
สิ่งที่ “พรรคประชาชน” ทำรอบนี้ คือ การยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จำนวน 2 ฉบับ โดยทั้ง 2 ฉบับนั้น วาง 3 หลักการ คือ
1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยให้มี “คูหาเลือกตั้ง สสร.” 2.ป้องกันการผูกขาด กินรวบ และ 3.ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ “สว.” ได้ชี้ขาดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทว่า รายละเอียดมีความแตกต่างกัน ในส่วนของกลไกได้มาซึ่ง “สสร.”
ในแบบแรก ให้มี สสร.จำนวน 150 คน แบ่งเป็น 100 คนจากจังหวัด และอีก 50 คน มาจากแบบกลุ่ม มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน 100% แต่ก่อนจะเข้าไปทำหน้าที่ได้ ต้องให้ “รัฐสภา” พิจารณารับรอง ภายใต้เงื่อนไข “รับรองทั้งคณะ คือ 150 คน” หากรัฐสภาไม่รับรอง ต้องกลับไปเลือกตั้งกันใหม่
ขณะที่แบบสอง กำหนดให้มี สสร.150 คน โดยออกแบบให้ประชาชนเลือกแคนดิเดต สสร. จำนวน 2 เท่า คือ 300 คน คือ จังหวัด 200 คน จากกลุ่ม 100 คน เมื่อได้แล้วส่งให้ “สมาชิกรัฐสภา 700 คน” ลงคะแนนลับเลือก สสร. ได้ 1 คน ส่วน “แคนดิเดตสสร.” คนใดจะได้เป็น สสร. ต้องผ่านเกณฑ์คะแนนพึงมีให้ได้
ประเด็นนี้ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” รองหัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่า “เกณฑ์การลงคะแนนนั้นจะลดการผูกขาดโดยเสียงข้างมากของรัฐสภา ทั้งนี้จะให้ลงมติแบบลับ เพื่อไม่ให้รู้ว่า สสร. คนไหนมาจากคนเลือกที่อยู่พรรคไหน และเพื่อให้ สสร. คงความเป็นอิสระในการทำหน้าที่”
กับประเด็นที่ “พรรคสีส้ม” พยายามแก้เกม “พรรคสีน้ำเงิน” ด้วยการออกแบบให้ “มีคูหาเลือก สสร.” ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจไปไม่ถึงฝั่ง เพราะมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ได้วางเงื่อนไขสำคัญ ว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ดังนั้นด่านแรกที่ต้องวัดใจ คือ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนนั้น จะยอมให้ “บรรจุวาระ” ทั้งหมดหรือไม่
ต่อเรื่องนี้ “พริษฐ์” ยอมรับว่าอาจเป็นปัญหาได้ แต่ด้วยสิ่งที่คิดมาดีแล้ว จึงเชื่อว่าอย่างน้อยต้องมี 1 ฉบับที่จะผ่านด่าน “โสภณ ซารัมย์” และถูกบรรจุต่อที่ประชุมรัฐสภา
ส่วนอีกร่างที่ตั้งใจทำมาพร้อมกัน หากไม่ถูกบรรจุ ไม่ถือว่าเสียของเพราะสิ่งที่ “พรรคส้ม” จะเข็นต่อไป คือ การขยายผลไปยัง “ด้อมส้ม” ต่อการสร้างประเด็นทางการเมือง ปูทางสร้างกระแสต่อไป
อย่างไรก็ดี ก่อนที่ “รัฐสภา” จะได้เริ่มถกแก้รัฐธรรมนูญ วาระแรก ในช่วงกลางถึงปลายเดือน มิ.ย.นี้ เชื่อแน่ว่า ประเด็นการมีคูหาให้ “ประชาชนเลือก สสร.” จะถูกขยายผลในสังคม ส่งเป็นแรงกดดันให้ “เสียงข้างมากรัฐสภา” ต้องใส่ใจ และหาก “ฝ่ายสีน้ำเงิน” ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ผ่านการไม่รับหลักการ ย่อมส่งผลเสียที่กระทบต่อ “รัฐบาล” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทว่า ก่อนที่ถนนการเมืองจะลากไปสู่ความขัดแย้ง มีความเคลื่อนไหวจาก “สว.” เตรียมแตะเบรก โดย "สว.นรเศรษฐ์ ปรัชญากร” ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ประเมินว่า หากการแก้รัฐธรรมนูญไปสู่ชั้นกรรมาธิการ เชื่อว่าคงเถียงกันเรื่องเดิม ว่าจะมีคูหาเลือกตั้งหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าหากไม่มีคูหาให้ประชาชน แล้วได้รัฐธรรมนูญออกไป อาจไม่ได้รับการยอมรับ และหากประชาชนจำกัดการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น อาจเป็นปัญหากับความชอบธรรมได้
ดังนั้น สว.นรเศรษฐ์ จึงเตรียมเสนอทางออกไว้ 2 ประเด็น คือ 1.เข้าพบ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อปรึกษาหารือคำวินิจฉัย ที่ 18/2568 ที่เป็นของแถม แต่กลายเป็นเงื่อนไขที่จำกัด การมีคูหาเพื่อให้ประชาชนเลือก สสร. ว่า มีขอบเขตครอบคลุมแค่ไหน เพื่อนำประเด็นไปพูดคุยในรัฐสภา และในชั้นกรรมาธิการ
และ 2.ยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในนาม สว. เพื่อการันตีการมีส่วนร่วมของประชาชน หากถูกจำกัดในประเด็นของ “คูหาเลือกตั้ง สสร.”
นรเศรษฐ์ ย้ำว่า เป็นความพยายามหาทางออก และขณะนี้รอการตอบรับจากศาลรัฐธรรมนูญให้เข้าพบ แต่ประเด็นปรึกษาหารือนั้น ในทางปฏิบัติแล้ว อาจไม่สามารถนำไปหักล้างกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 ที่มีผลผูกพันกับทุกองค์กรได้
นรเศรษฐ์ยังมองในแง่ดี และขอลอง เพื่อให้มีพื้นที่ของประชาชนต่อการมีส่วนร่วม พร้อมกับมองว่าหากประเด็นการมีคูหาเลือก สสร. ยังถูก “รัฐสภา” ถกเถียงแบบไม่มีทางออก อาจมีคนยื่นญัตติเพื่อขอส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ เพราะเมื่อดูไทม์ไลน์แล้วยังมีเวลามากพอที่จะรอ
ขณะที่ประเด็นการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น “สว.นรเศรษฐ์” ขยายความ เบื้องแรกอาจกำหนดเงื่อนไขในประเด็นที่ยังเห็นต่างต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ทำประชามติถามประชาชนไปในคราวเดียวกัน กับทำประชามติรอบสอง เพื่อการันตีว่าประชาชนจะมีส่วนร่วม
ความพยายามแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เปิดทางให้มี “สสร.” จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จากนี้ต้องจับตาว่า “รัฐสภา” จะหาทางออกแบบประนีประนอมได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้การแก้รัฐธรรมนูญที่เห็นต่างเป็น 2 ทาง นำไปสู่การปลุกธงเขียว “เห็นชอบ” หรือจุดชนวนระเบิดเวลาการเมืองลูกใหม่

