วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ย้อนตำนาน ศาลสั่งคุก ป.ป.ช. จากขึ้นเงินเดือนตัวเอง สู่ปิดข้อมูล

ย้อนตำนาน ศาลสั่งคุก ป.ป.ช. จากขึ้นเงินเดือนตัวเอง สู่ปิดข้อมูล

กลายเป็นข่าวฉาวโด่งดังไปตั้งแต่วานนี้ (27 พ.ค.) กรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 มีคำพิพากษาจำคุกคนละ 3 ปี “บิ๊กกุ้ย”พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานกรรมการ ป.ป.ช. และ “สุภา ปิยะจิตติ” อดีตกรรมการ ป.ป.ช. 

กรณีถูกกล่าวหาว่า ปกปิดการให้ข้อมูลในสำนวนคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยทั้ง 2 คนเคยมากบารมีใน “องค์กรสนามบินน้ำ” ช่วงยุค คสช.เรืองอำนาจ

เนื้อหาโดยสรุปในคำพิพากษาดังกล่าว วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชน ทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการด้านภัยคอร์รัปชัน การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังศาลปกครองสูงสุดก็ได้พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิได้รับเอกสารที่เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินในเรื่องที่กล่าวหาว่ามีการกระทำการโดยทุจริต 

โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 (พล.ต.อ.วัชรพล) และที่ 7 (สุภา ปิยะจิตติ) เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 28 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง

การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 7 เป็นความผิดตามฟ้อง แต่มีเจตนาเดียว เพื่อมิให้โจทก์ได้รับข้อมูลข่าวสารทั้ง 3 รายการตั้งแต่ต้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี

แม้ว่าปัจจุบันทั้ง “บิ๊กกุ้ย-สุภา” จะวางหลักทรัพย์ 4 แสนบาท และศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไปก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคดีนี้กลายเป็นอีกหนึ่ง “จุดด่างพร้อย” ในประวัติศาสตร์กว่า 27 ปีขององค์กรป้องปรามทุจริตแห่งนี้

โดย “วีระ สมความคิด” ในฐานะโจทก์คดีดังกล่าว ถึงกับกล่าวตอนหนึ่งหลังศาลมีคำพิพากษาว่า ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่ และถือว่าเป็นคดีแรกที่ประชาชนสามารถฟ้องเอาผิดกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้ โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการดูแลในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น แต่กลับถูกศาลพิพากษาว่าทำความผิดเสียเอง

แต่หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า ก่อนหน้านี้ราว 20 ปีก่อน เคยมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด สั่งจำคุกคณะกรรมการ ป.ป.ช. “ทั้งคณะ” รวม 9 คนมาแล้ว แม้ว่าจะมีเหตุให้ “รอลงอาญา” ก็ตาม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 2547-2548 ในยุคที่มี พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ เป็นประธานกรรมการ ป.ป.ช. นายชิดชัย พานิชพัฒน์ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ นายวิเชียร วิริยะประสิทธิ์ นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น นายยงยุทธ กปิลกาญจน์ นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์ นายเชาว์ อรรถมานะ และนายพินิต อารยะศิริ เป็นกรรมการ ป.ป.ช.

ทั้งหมดถูกกล่าวหาว่า ร่วมกับออกระเบียบเพื่อเพิ่มเงินประจำตำแหน่งให้แก่ตัวเอง โดยมิชอบ 

คดีนี้มีการต่อสู้กันไม่นานนัก แต่ค่อนข้างดุเดือด โดยเฉพาะการต่อสู้กันในข้อกฎหมาย ท่ามกลางกระแส “ทักษิณตกต่ำ” ในช่วงเวลาดังกล่าว จนสุดท้ายมีการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

การต่อสู้ของฝ่ายโจทก์ (อัยการสูงสุด) มีการอ้างถึงพยานปากเอก 3 รายคือ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ สว.กทม. (ขณะนั้น) ในฐานะประธาน กมธ.ตรวจสอบและศึกษาการทุจริต วุฒิสภา ศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ขณะนั้น) และเป็นพยานร่วมกับฝ่ายจำเลยด้วย และโอภาส อรุณินทร์ อดีตประธานกรรมการ ป.ป.ช.

ส่วนฝ่ายจำเลยมีการอ้างพยานถึง 7 ปาก โดยเป็นจำเลยที่เป็นกรรมการ ป.ป.ช. 3 ปาก และพยานบุคคลเป็นหนังสืออีก 4 ปาก 2 คนในนั้นคือ “วิษณุ เครืองาม” เมื่อครั้งเป็นรองนายกฯ สมัยรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร 2” และ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เมื่อครั้งเป็นเลขาธิการ ก.พ.ร.

ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาเมื่อ 26 พ.ค.2548 ระบุว่า หลังศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ และฝ่ายจำเลย เห็นว่า จำเลยทั้ง 9 คนได้กระทำความผิดตามฟ้อง และแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองโดยอำเภอใจ ถึงแม้ภายหลังจำเลยจะนำเงินที่ได้มา ส่งกลับคืน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความผิดที่สำเร็จแล้วสูญหายไป

ศาลเห็นว่า หาก ป.ป.ช.เห็นว่าเงินเดือนประจำตำแหน่งไม่เหมาะสมตามภาระหน้าที่ ของ ป.ป.ช.ที่จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในการไต่สวนคดี ก็สามารถที่จะใช้อำนาจเพื่อเสนอเรื่องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดใน พ.ร.บ.เงินเดือน โดยผ่านการพิจารณาของ ครม. และสภาฯ เพื่อออกมาเป็นกฎหมายได้ แต่มิใช่การใช้อ้างอำนาจออกระเบียบบริหารสำนักงานมาใช้ได้

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ว่า ในการพิจารณากลั่นกรองเพื่อออกร่างระเบียบ ป.ป.ช.ทั้ง 9 เป็นผู้เริ่มต้น และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 คณะ เพื่อศึกษาข้อกฎหมายและรายละเอียดเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ในชั้นพิจารณา 2 อนุกรรมการได้ความว่า มีการบันทึกข้อสังเกตไว้แล้วว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจออกระเบียบในคดีนี้ 

ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่า ป.ป.ช.ทั้ง 9 ได้ล่วงรู้ตั้งแต่แรกว่าไม่มีอำนาจ แต่ยังร่วมประชุมกันเพื่อลงนามออกระเบียบในวันที่ 29 ก.ค.2547 โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่มีคนใดคัดค้าน จึงเห็นว่า ป.ป.ช.ทั้ง 9 มีความผิดจริงตามฟ้อง

ศาลฎีกาฯ มีมติ 6 ต่อ 3 พิพากษาให้จำคุกจำเลย คนละ 2 ปี แต่เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยทั้ง 9 แล้ว โทษจำคุกศาลให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี 

ปิดตำนานมหากาพย์ ป.ป.ช.ยุคขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง เป็นหนึ่งใน“แผลเป็น”ขององค์กรแห่งนี้ ที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงเสมอ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลในการไต่สวนคดี

ปัจจุบันเรื่องเหล่านี้ ถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกหลายครั้ง รวมไปถึงวาทกรรม “2 มาตรฐาน” ภายหลังคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กรณีให้บุคคลอื่นถือครองหุ้นแทนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุพฤติการณ์ และเส้นทางการเงินไว้ชัดเจน

กระทั่งเกิดเหตุศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 สั่งจำคุก “บิ๊กกุ้ย-สุภา” เพิ่ม “แผลใหม่” ให้แก่องค์กรนี้อีกครั้ง