วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน 2569

Login
Login

ถอดรหัส เส้นทางธุรกิจการเมือง อิทธิพล-บารมี ‘สุริยะ’ ?

หลังจาก “สุริยะ จึงรุุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรฯ มีอาการวูบหมดสติกลางดึก วันที่ 24 พ.ค.2569 จนถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล ล่าสุดเจ้าตัวออกมาอัปเดตอาการ ก่อนประชุมครม.อังคาร 26 พ.ค.ยืนยันว่า “ขณะนี้ร่างกายกลับมา 80% แล้ว หมอแจ้งว่าเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งพักผ่อนไม่เพียงพอ สภาพอากาศที่ร้อน... ตอนนี้โอเคแล้ว” 

ทว่า ฉากการเมืองที่น่าสนใจ ไม่อาจมองผ่านได้ คือเช้าวันที่ 25 พ.ค.หลังออกจากโรงพยาบาล รมว.เกษตรฯ ก็ปรากฏตัวที่วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เข้าร่วมพิธีอุปสมบทของ “ราเชน ศิลปะรายะ” อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร คู่กรณีที่เพิ่งถูกเด้งเข้ากรุ และยื่นใบลาออกในเวลาต่อมา โดยระบุว่าไม่อาจตอบสนองทางการเมืองได้ ทั้งที่จะเกษียณฯ ในอีก 5 เดือน

ในงานบวชของอดีตอธิบดีราเชน นอกจาก“สุริยะ” ที่เป็น 1 ในผู้ถือผ้าไตร ในขบวนแห่นาค ยังมี “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกฯ ซึ่งราเชนให้ความเคารพนับถือ เป็นประธานพิธีปลงผมนาค “วัชระพล ขาวขำ” รมช.เกษตรฯ และ “วิเชียร ขาวขำ” อดีตนายก อบจ.อุดรธานี 

โฟกัสการเมือง ได้จับจ้องไปยัง“สุริยะ” เมื่อภาพวันนั้น สะท้อนว่า ความขัดแย้ง บาดหมาง ระหว่าง รมว.เกษตรฯ กับอดีตอธิบดีกรมฝนหลวง คงยุติลงด้วยดีแล้ว เมื่อทั้งสองฝ่ายเลือกแนวทางประนีประนอม 

ตัดกลับมาที่ บทบาททางการเมืองของ “เดอะซัน” ที่ผ่านมา ชื่อของเขาเงียบหายไประยะหนึ่ง หลังรัฐประหาร 2549 ก่อนกลับมาอีกครั้ง พร้อมการจัดตั้ง “กลุ่มสามมิตร” ที่มีแกนนำหลัก คือ สมศักดิ์ เทพสุทิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และอนุชา นาคาศัย ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

ความน่าสนใจของสุริยะ ตลอดกว่า 3 ทศวรรษบนถนนการเมือง เขายังคงยืนอยู่แถวหน้า ที่เติบโตจาก“ทุนธุรกิจ” ก่อนแปรเปลี่ยนเป็น“ทุนทางการเมือง”ในเวลาต่อมา และร่วมก่อร่างสร้างเครือข่ายนักการเมือง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การขยับเข้าสู่หัวแถวในพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในช่วงที่รับตำแหน่งเลขาธิการพรรค ทำให้สุริยะ มีอิทธิพลมากขึ้น แต่อาจไร้ “บารมีทางการเมือง” แม้เขาจะมีจุดแข็งที่ไม่ใช่การนำ แต่จุดเด่นคือการเชื่อมโยงเครือข่าย

สุริยะ มาจากตระกูลธุรกิจเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว “แซ่จึง” ก่อนเข้าสู่การเมือง ผ่านบทบาทที่ปรึกษารัฐมนตรีของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ในยุคพรรคกิจสังคม หลังเหตุการณ์พฤษภา 2535

เส้นทางของสุริยะ ที่เกาะเกี่ยว เกาะกลุ่มสามมิตร ค่อยๆ เติบโต แบบไม่หวือหวา แต่มั่นคง ได้นั่งตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ตั้งแต่ที่ปรึกษารัฐมนตรีหลายกระทรวง ก่อนขยับเป็น รมช.อุตสาหกรรม รมว.อุตสาหกรรม รมว.คมนาคม รองนายกรัฐมนตรี และปัจจุบัน รมว.เกษตรและสหกรณ์

สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร คือยุคที่สุริยะขึ้นสู่จุดสูงสุด ที่ได้ทั้งตำแหน่งรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ปี 2544-2549 “สุริยะ” ได้เป็น รมว.อุตสาหกรรม และ รมว.คมนาคม นอกจากนั้น ยังเป็นเลขาธิการพรรคไทยรักไทย 

หลังรัฐประหาร 2549 “สุริยะ” หายไปจากการเมืองไทย ท่ามกลางข่าวว่าเขาไปรักษาอาการป่วยในต่างประเทศเป็นระยะ กระทั่งต้นปี 2552 พรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวต้อนรับ สส.“กลุ่มเพื่อนเนวิน” เข้าพรรค โดยมีอดีต สส.กลุ่ม 16 อดีตแกนนำซุ้มวังน้ำยม สมศักดิ์ เทพสุทิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อนุชา นาคาศัย เข้าร่วม 

จากวันนั้น “สุริยะ” ก็หายตัวไปอีกครั้ง กระทั่งปี 2561 เขากลับมาจับมือ “สมศักดิ์-อนุชา” ก่อตั้งกลุ่มสามมิตร ก่อนจะยกทีมเข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐ และในรัฐบาลประยุทธ์ สุริยะก็ได้นั่ง รมว.อุตสาหกรรม ยาวนานเกือบ 4 ปี และกลุ่มสามมิตรก็ย้ายกลับเพื่อไทย

ในรัฐบาลเศรษฐาและรัฐบาลแพทองธาร โดยสุริยะ ได้นั่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม

ตัดกลับไปในช่วงที่ “กลุ่มสามมิตร” เข้ามาผนึกกับพรรคเพื่อไทย กลายเป็นกลไกสำคัญในระบบอำนาจของพรรค มีแกนหลัก คือ สมศักดิ์ สุริยะ อนุชา และช่วงหนึ่ง มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ร่วมเป็นแกนนำคนสำคัญในกลุ่มด้วย 

สมาชิกกลุ่มสามมิตรส่วนใหญ่เป็นอดีต สส. และนักการเมืองที่มีฐานเสียงหลักในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคอีสาน

ด้วยความสามารถในการรวบรวมเครือข่าย สส. จึงทำให้กลุ่มนี้ ต่อรองทางการเมืองได้มาก ทำให้กลุ่มสามมิตร มีอำนาจจากโครงสร้างมากกว่า ส่งผลให้ “สุริยะ” คือเบอร์แรก ที่จะได้สิทธิ์ในการเลือกเก้าอี้ ในโควตารัฐมนตรี ก่อนกลุ่มอื่น

กระทั่งรัฐบาลอนุทิน 2 “สุริยะ” ในฐานะแกนนำกลุ่มทุนเพื่อไทย ก็ได้นั่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นครั้งแรก จากที่เคยผูกขาดอยู่แค่ 2 กระทรวง คือ อุตสาหกรรม และคมนาคม

ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากมองเฉพาะเก้าอี้รัฐมนตรี สุริยะถือเป็นนักการเมืองที่วนเวียนอยู่กับกระทรวงเกรดเอมาโดยตลอด สะท้อนถึงโควตา ต่างตอบแทนสำหรับความรับผิดชอบ และภาระในพรรค โดยเฉพาะช่วงการเลือกตั้ง  

เส้นทางการเมืองของ“สุริยะ” ยังคงราบรื่นมั่นคง ตราบใดที่เขายังพร้อมจะรับภาระ ตราบนั้นเขาก็ยังได้สิทธิพิเศษ จนกว่าจะวางมือด้วยตัวเอง ซึ่งก็เริ่มเห็นสัญญาณ การส่งต่อมรดกการเมืองให้ทายาทที่ชัดเจนยิ่งขึ้น