วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'กมธ.พิทักษ์สถาบัน' ขอศาล ทบทวนปมไม่สั่ง 'สส.ปชน.'หยุดทำหน้าที่

'กมธ.พิทักษ์สถาบัน' ขอศาล ทบทวนปมไม่สั่ง 'สส.ปชน.'หยุดทำหน้าที่

"กมธ.พิทักษ์สถาบัน" ขอศาล ทบทวน ปมไม่สั่ง 'สส.ปชน.' ไม่หยุดทำหน้าที่ หลังพบพฤติกรรมเซาะกร่อนสถาบันเบื้องสูงซ้ำ

ที่รัฐสภา  คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ที่มี พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี  สว. เป็นประธาน กมธ. นำคณะ กมธ. แถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับกรณีที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เสนอให้ยกเลิกการแต่งตั้งคณะองคมนตรี ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีดังกล่าวซึ่งระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ควรห้อยโหน หรือดึงฟ้าต่ำ 

โดย พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.ฐานะรองประธานกมธ. ฯ กล่าวว่า กรณีของนายปิยบุตร รวมถึงนายณัฐพงษ์เป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 10 บัญญัติให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี และมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ ขณะที่มาตรา 11 การเลือก การแต่งตั้ง การให้พ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย และมาตรา 12 องคมนตรีจะต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และข้าราชการในพระองค์ และองคมนตรียังปฎิบัติหน้าที่แทนพระองค์ ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆ และติดตามความคืบหน้าโครงการที่พระมหากษัตริย์ช่วยเหลือพสกนิกร เพื่อรายงานต่อพระมหากษัตริย์ และองคมนตรีเป็นโบราณราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณ

"พฤติกรรมดังกล่าวของพรรคประชาชน และแกนนำเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยพยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อบทบาทขององคมนตรี และมีเจตนา หรือประสงค์ต่อผลที่จะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเป็นพฤติกรรมเดิมต่อเนื่อง ตั้งแต่พรรคก้าวไกล ที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดีว่า เป็นการลดสถานะ และการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ และชี้ว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นกมธ.ขอเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบ ไม่นำสถาบันมาโจมตีหรือ ยุยง ปลุกปั่นสร้างความเข้าใจผิด " พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การวิจารณ์ตามปกติ แต่เป็นความพยายามในการลดความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อเสาหลักของบ้านเมือง และการโยงสี โยงคนรอบสถาบัน ปล่อยให้สังคมตีความกันเอง แบบมีนัยยะซ่อนเร้น เชื่อได้ว่า เป็นการหมิ่นสถาบันหรือไม่ เป็นการตีวัวกระทบคราดเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดมาตรา 112 โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจผิดต่อองคมนตรีว่ามีการเข้าแทรกแซง สั่งการรัฐบาลการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนไม่ยอมรับองคมนตรีนำไปสู่การเสนอข้อเรียกร้องให้ยกเลิกองคมนตรี เป็นการเสนอที่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการแสดงเจตนาที่ส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน เรียกร้องให้องค์กรอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาพฤติกรรมดังกล่าว ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

"ผมห่วงว่า พฤติการณ์ดังกล่าวของแกนนำพรรคประชาชน อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี 44 สส. ที่อยู่ในชั้นศาลฎีกา และศาล ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ อีกทั้งศาลฯ มีคำสั่งเงื่อนไขข้อห้ามการกระทำซ้ำเอาไว้” พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ กล่าว

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่า กมธ.จะพิจารณาดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวข้างต้น และพรรคประชาชนต่อไป เพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และศูนย์รวมของชาติไทยสืบไป