วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'เท้ง' ไม่รับปากขอโทษ ปม สว.น้ำเงิน รับโหวต 'อนุทิน' ส่งผลการเมือง

'เท้ง' ไม่รับปากขอโทษ ปม สว.น้ำเงิน รับโหวต 'อนุทิน' ส่งผลการเมือง

‘เท้ง ณัฐพงษ์' ไม่รับปากขอโทษ สว.ปมโพสต์ฉะ 'ระบอบสีน้ำเงิน' ยันไม่ได้บ่อนทำลายวุฒิสภา แค่ให้ยึดโยง ปชช. รับ MOA-ยกมือให้ ‘อนุทิน’ ส่งผลต่อการเมืองยุคนี้

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชาชน กล่าวถึงกรณีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงข่าวเรียกร้องให้แถลงการณ์ขอโทษกรณีที่โพสต์ข้อความระบุว่า สมาชิกวุฒิสภาทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้การเมืองระบอบสีน้ำเงิน....ว่า เนื่องจากมีการแถลงข่าว ครม.เงา ในเวลาที่ทับซ้อนกัน ตนจึงขอดูเนื้อหาก่อน ซึ่งตนไม่ติดขัดที่สว.มารวมตัวกันและมีข้อเรียกร้องดังกล่าว แต่อยากให้รู้ว่าคนที่ออกมาแถลงข่าวนั้นจริงๆ มีส่วนเกี่ยวข้งออย่างไรกับวันที่มีการเลือกสว.ในรอบสุดท้าย (กทม.) ซึ่งมีการเปิดเผยข้อมูลผ่านเซียลมีเดีย ทั้งเรื่องสีเสื้อ และกานั่งรถมา เมื่อตรวจสอบรายชื่อคนเหล่านั้นอาจทำให้ทราบเจตนาคนเหล่านั้น

เมื่อถามว่า จะมีการแถลงการณ์ขอโทษในเบื้องต้นออกมาเลยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวยืนยันว่า เราต้องการให้รัฐสภามีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด และการที่ตนโพสต์ข้อความสื่อสารผ่านโซเชียลฯ รวมถึงคลิปที่มีการเผยแพร่ไปแล้ว ไม่ได้ระบุถึงตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เราตั้งข้อสังเกตเดียวกับที่สังคมสงสัยว่าตกลงที่มาของรัฐสภาที่หลายคนมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าเข้ามาแล้วมีกระบวนการจัดตั้งเข้ามาเป็นสว.หรือไม่ ดังนั้นตนยืนยันว่ามีเจตนาบริสุทธิ์ ที่จะทำให้รัฐสภามีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น และขอเรียกร้องไปยังสมาชิกวุฒิสภาทุกคน หากคิดว่าระบบการคัดเลือกสว.ในปัจจุบัน มีปัญหาตรงไหนก็ไปแก้ที่รัฐธรรมนูญ หน้าที่เราคือการไปแก้ไขระบบต่างๆ เหล่านั้น เช่น การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เราประกาศไปแล้วว่ามีหลัการสำคัญ 3 ข้อ ที่อยากให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยึดโยงกับประชาชน ไม่มีการผูกขาด และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้สมาชิกรัฐสภากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงอยากเชิญชวนวุฒสภาที่เห็นด้วยกับหลักการนี้

เมื่อถามว่า สว.ยืนยันหลักเกณฑ์เสียงสว. 1 ใน 3 ทางพรรคประชาชนจะปรับแก้ หรือไม่ เพื่อไม่ให้ถูกคว่ำเหมือนที่ผ่านมา นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของพรรคการเมือง หรือสมาชิกรัฐสภามีสิทธิเสนอร่างการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ของตัวเอง แต่วิธีการที่จะได้มาซึ่งร่างสุดท้าย ว่ากระบวนการแบบใดที่รัฐสภาเห็นชอบตรงกันก็จะต้องผ่านวาระที่ 1 ก่อนแล้วไปแก้ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ ในวาระที่ 2 ดังนั้น หากสมาชิกรัฐสภาทุกส่วน หรือสว. เห็นว่านี่คือกระบวนการที่ถูกต้อง วาระที่ 2 ชั้นวิสามัญเป็นกระบวนการที่จะได้จากทุกร่างมาถกเถียง แลกเปลี่ยนว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญแบบไหนที่ตรงกัน ก็อยากให้สว.บอมรับทุกร่างในวาระที่ 1 เพื่อผ่านไปสู่วาระ 2 ก่อน ตรงนี้จะเป็นการแสดงความจริงใจว่า สว.ทุกคนไม่ได้ปิดกั้น แต่เปิดกว้าง ไม่ต้องการพยายามรักษาสิทธิพิเศษหรืออำนาจของตัวเองให้อยู่ใยกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่าทางพรรคได้ประเมินข้อดี ข้อเสียของการออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22พ.ค.อย่างไร เพราะการแก้มาตรา 256 ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 แต่ สว.ใช้คำว่าไปบ่อนทำลาย ก็จะไม่ได้เสียงสนับสนุน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราไม่ได้บ่อนทำลายสว. และ 3 ข้อเรียกร้องในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น บอกว่าไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้สว. เพราะกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่การแก้ไขฉบับเดิม เพราะฉบับเดิมคือเสียง 1 ใน 3 ดังนั้น ฉบับใหม่ควรให้สมาชิกรัฐสภาทุกภาคส่วนมีสิทธิเท่าเทียมกัน เราไม่ได้ไปตัดอำนาจส่วนนี้

การที่ตนสื่อสารว่าระบอบสีน้ำเงิน ก็พยายามสื่อสารให้ประชาชน สังคมไทยเห็นว่า ระบอบการเมืองที่ผูกขาด ที่สังคมและตนก็ตั้งคำถามเช่นเดียวกัน ว่าตกลงแล้วรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย กำลังมีทั้งอำนาจรัฐในฝ่ายบริหาร มีการตั้งคำถามว่า การเมืองกลุ่มก้อนนี้มีอิทธิพลเหนือ สว.หรือไม่ ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเองก็เลือกองค์กรอิสระมา ภายใต้ระบบการผูกขาดแบบนี้ทำให้การตรวจสอบ ถ่วงดุลล้มเหลว ประเทศขาดความโปร่งใส ดัชนีชี้วัดความโปร่งใส การทุจริตเพิ่มขึ้นทุกปี กลายเป็นว่าการทุจริตเติบโตกว่าเศรษฐกิจ ไม่เป็นผลดีต่อประชาชนและผู้ประกอบการในประเทศ ดังนั้นหากสวเห็นด้วยกับพวกเรา การแก้ไขคือยกระดับการถ่วงดุลตรวจสอบ ควรเปิดกว้างในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ประชาชนให้มีความเชื่อมั่นเชื่อถือ มากที่สุดว่าตรวจสอบเอง ไม่ได้เป็นตัวที่มาขัดขวางกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น

เมื่อถามว่ามีคำถามย้อนกลับ ระบอบสีน้ำเงินเกิดขึ้นเพราะพรรคประชาชนทำเอ็มโอเอสนับสนุน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยอมรับว่า สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน เกิดขึ้นจากการตัดสินใจทางการเมืองของพรรคประชาชน แต่ตนอยากเน้นย้ำถึงคนไทยทุกคนว่าสิ่งที่เรามอง ว่าประเทศไทยกำลังล้มเหลวคือความอ่อนแอภายใน การทุจริตคอรัปชั่นกำลังกัดกินประเทศนี้อยู่ การตรวจสอบที่ล้มเหลว ก็หนีไม่พ้น ป.ป.ช.ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบลงโทษนักการเมืองที่ทุจริตอย่างตรงไปตรงมา เหมือนเกาหลีใต้ สตง.จับทุจริต หน่วยงานที่กัดกิน งบประมาณแผ่นดินที่ทำให้ตึกถล่มลงมา และท้องถิ่นหลายพื้นที่ก็เห็นถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้ประชาชนขาดคุณภาพชีวิตที่ดี 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ถ้าเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ที่เราพยายามทำให้เกิดความเข้มแข็งภายในประเทศ การปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มข้น การสร้างระบบถ่วงดุลตรวจสอบมีความจำเป็นก็หนีไม่พ้น การกลับมาที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้หน่วยงานตรวจสอบยึดโยงกับประชาชนมากยิ่งขึ้น ถ้าวันนี้เราอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เช่นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ในอดีตประชาชนมีสิทธิ์เข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระที่ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ดังนั้นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จำเป็นมากๆในการยกระดับอำนาจของประชาชน ทำให้ประเทศมีความโปร่งใสมากขึ้น จึงเป็นที่มาที่ตัดสินใจแบบนั้น ยอมรับว่าการตัดสินใจที่ผ่านมา อาจจะส่งผลต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน แต่ขอชวนทุกคนมองไปข้างหน้าดีกว่า ตอนนี้การเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่กำลังกัดกินประเทศ กินรวบอำนาจทางการเมือง และเศรษฐกิจ พรรคประชาชนยืนในหลักเดิมว่าทางออกคือ ทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น

ถามย้ำว่าคิดอย่างไรกับคำกล่าวที่ว่า พรรคประชาชนทำให้เกิดระบอบสีน้ำเงิน นายณัฐพงษ์ กล่าวยอมรับว่า การตัดสินใจทางการเมืองในอดีต อาจจะทำให้เกิดสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน 

"ผมมองว่าระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย ผมไม่ได้กำลังจะปฏิเสธว่าการตัดสินใจของเรา นำมาสู่สถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ผมเชื่อว่าภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะขึ้นมาบริหารประเทศก็ตาม ตราบใดที่เรายังมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตราบใดที่เรายังมีองค์กรอิสระที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน จะมีอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนคอยทุบทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาชนเสมอ ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยอาจจะเป็นด่านหน้า เป็นตัวแทน เป็น Agent คนหนึ่ง ที่อยู่ภายใต้ระบบสีน้ำเงินตรงนี้ แต่ถ้าเราจะสร้างทางออกให้กับประเทศจริงๆ ก็หนีไม่พ้นเอาหลังพิงประชาชน กลับไปเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ทุกคนเห็นตรงกันและยอมรับ"นายณัฐพงษ์ กล่าว 

เมื่อถามว่า พี่นายณัฐพงษ์ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยเป็น agent ของระบอบสีน้ำเงิน พอจะบอกโครงสร้างได้หรือไม่ว่าประกอบด้วยอะไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตน ขอให้ทุกคนช่วยวิเคราะห์และคิดตามดีกว่า ว่าภายใต้ระบอบสีน้ำเงินมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง ซึ่งตนก็ได้ตั้งคำถามไปยังสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน และ ที่มาขององค์กรอิสระบางส่วน อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่งหรือไม่ ถ้าทุกคนเห็นภาพตรงกันเราก็จะรู้ว่า ทางออกของประเทศที่ควรจะแก้ไขอยู่ตรงไหน

ถามต่อว่าพรรคภูมิใจไทย ระบุถึงกรอบและไทม์ไลน์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว แสดงถึงความจริงใจพอหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้เสร็จเร็วไม่ใช่ทางออก แต่การได้ร่างรัฐธรรมนูญที่ดีและยึดโยงกับประชาชนคือทางออก พรรคประชาชนไม่ได้ต้องการชะลอหรือเตะถ่วง แต่คิดว่าสิ่งที่สำคัญคือกระบวนการจัดทำ ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่มีสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกรัฐสภาและไม่มีการผูกขาด หลักการทั้ง 3 ข้อนี้จะทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ดีที่สุด ซึ่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นพรรคประชาชนมีหลายทางเลือก ว่าจะมี Option แบบไหนบ้างก็ขอให้รอดู ในวันยื่นร่างเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ส่วนพรรคการเมืองอื่นได้มีการพูดคุยกันหลังไมค์บ้าง เพื่อขอเสียงสนับสนุน อย่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ทราบว่าก็มีการคุยหลังบ้านแต่ขอให้ถามรายละเอียดกับนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ดีกว่า ยืนยันว่าทางพรรคประชาชนไม่ขาดที่จะสนับสนุนร่างที่ ไม่ขัดกับ 3 หลักการของพรรคประชาชน