การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ ซึ่งกำหนดให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” (สสร.) เป็นองค์กรเพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรรมนูญฉบับใหม่ กำลังถูกจับตาถึงการ ชิงไหว ชิงพริบ ของ นักการเมืองฝ่ายต่างๆ ที่พยายามออกแบบกลไก ที่สามารถกำหนดกติกาสูงสุดประเด็น เพื่อยังประโยชน์ของฝ่ายตนเอง-ตัวแทนอำนาจ ให้มากที่สุด
หมากแก้รัฐธรรมนูญ ถูกเขยื้อนแรก จาก “พรรคภูมิใจไทย” ที่เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ต่อรัฐสภา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และในสัปดาห์นี้ “พรรคประชาชน” ที่รวบรวมเสียง “สส.” ได้เกิน 1 ใน 5 หรือ 100 เสียง จะยื่นตัวร่างแก้ไขต่อ “โสภณ ซารัมย์” ประธานรัฐสภา
หลังจากนั้น ในสัปดาห์ต่อไป อาจได้เห็นการรวมพลเฉพาะกิจของ “พรรคการเมืองฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล” ที่ยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือ อาจจัดสรรปันส่วน จำนวน “สส.” ในสังกัดพรรคฝ่ายค้าน ให้ร่วมลงชื่อสนับสนุน ร่างแก้ไขเพิ่มเติมของ “พรรคฝ่ายรัฐบาล” ซึ่งมีเสียงไม่ครบ 100 เสียง
สิ่งที่ถูกจับตาในขณะนี้ คือ การเคลื่อนไหวของ “พรรคประชาชน” ที่จะออกแบบร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอย่างไร เพื่อแก้เกม “ฝ่ายสีน้ำเงิน”
ซึ่งขณะนี้ชัดแจ้งตามตัวร่างของ "ภูมิใจไทย" แล้วว่า พยายามออกแบบกลไกเพื่อให้เกิดความได้เปรียบสูงสุด ทั้งกรณีการได้มาของ “สสร.” ที่ปิดช่องให้ “ประชาชน” เลือกผู้ร่าง
ทว่ากลับจะใช้ “การยื่นใบสมัคร" ของผู้ที่ประสงค์จะเป็น “สสร.” ซึ่งส่อเปิดช่องให้ “นักการเมือง” ส่งตัวแทนหรือคนในเครือข่ายของตัวเองลงสมัครได้
รวมถึงการกำหนดให้ “สมาชิกรัฐสภา” เป็นผู้เลือก สสร. ในชั้นสุดท้าย ผ่านการเลือกตามจำนวน ที่คำนวณมาได้จาก “สัดส่วน สส.ของแต่ละพรรคการเมืองในสภาฯ” เท่ากับว่า พรรคไหนครองเสียงข้างมาก ย่อมเลือก “สสร.” ได้จำนวนมากเช่นกัน
เมื่อประกอบกับเงื่อนไข ที่ให้ “สสร.” ที่ไม่ได้มาจากการเลือกของ “ประชาชน” นั่นหมายถึงว่า “นักการเมืองในสภาฯ” สามารถจัดแจงได้ตั้งแต่ต้นว่าจะ “ล็อกมง” ให้ใครในจังหวัดไหนได้เป็น สสร. ขณะที่ กลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ “ภูมิใจไทย” กำหนดให้มี
1.คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน มาจาก สสร. 30 คน และ สสร.สำรอง 15 คน และ 2.กมธ.เพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน 45 คน มาจาก สสร. 15 คน มาจาก สสร.สำรอง 15 คน และ บุคคลภายนอก 15 คน
ทั้งนี้ ยังได้ออกแบบให้ “สสร.-กมธ.ยกร่าง-กมธ.รับฟังความคิดเห็น” มีความสัมพันธ์กัน คือ กมธ.ยกร่างต้องทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามแนวทางที่ กมธ.รับฟังความคิดเห็นเสนอ ซึ่งกำหนดแนวทางว่า ต้องรับฟัง รวบรวมความคิดเห็นประชาชนอย่างทั่วถึง รอบด้าน เป็นระบบ
พร้อมกำหนดให้ “สส. สว. ครม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” มีหน้าที่แสดงความคิดเห็นและเสนอแนะ โดยความเห็นที่จะเสนอให้ทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ต้องให้ สภาสสร. เห็นชอบก่อน
และที่สำคัญ “พรรคภูมิใจไทย” ยังเพิ่มเงื่อนไขพิเศษที่ให้ “สิทธิ์ สว.” มีส่วนร่วมกำหนดทิศทาง ที่ “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ซึ่ง “สสร.” ยกร่าง โดยต้องให้ สว. เห็นชอบ 1 ใน 4 หรือ 50 คนร่วมด้วย
เท่ากับว่า เมื่อฝ่ายการเมืองใด ครองเสียงข้างมากใน รัฐสภา หรือ ใน สสร. แล้ว ย่อมส่งผลให้เกิดโอกาสและสร้างความได้เปรียบที่จะเอื้อให้เกิดกระบวนการ “กินรวบ” ได้ โดย “ภาคประชาชน” อาจทำได้เพียงยืนมอง หรือ ส่งเสียงอยู่นอกวงการจัดทำกติกาสูงสุดของประเทศเท่านั้น
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ “พรรคประชาชน” ได้เตรียมไว้ผ่าน แนวคิดหลัก 3 ข้อ คือ 1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่าน “คูหาเลือกตั้ง” ที่ ประชาชนต้องมีสิทธิเลือก สสร. 2.ป้องกันการผูกขาดของกลุ่มความคิดใดความคิดหนึ่ง และ 3.ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. โดยเฉพาะการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
จึงถือว่าขัดแย้งกับ ฉบับของพรรคภูมิใจไทยในทุกกระเบียดนิ้ว
อย่างไรก็ดีในประเด็น ที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. ได้โดยตรง” เป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ การออกแบบ สสร. ไม่สามารถเปิดให้มีคูหาเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ ได้เหมือนการเลือกตั้ง สส. หรือ เลือกตั้งท้องถิ่นได้ ดังนั้นกรณีที่ “พรรคประชาชน” จะฝ่าค่ายกลนี้ อาจทำให้ต้องหันไปพึ่ง “ศาลรัฐธรรมนูญ” อีกครั้ง
ทว่าในชั้นนี้ “พรรคสีส้ม" อาจไม่ได้ทำเอง แต่อาจขอให้ “เครือข่าย” ดำเนินการแทน ซึ่งเรื่องนี้มีความเคลื่อนไหวจากฝั่ง “สว.” ภายใต้บทบาท กมธ.การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่อาจขอเข้าพบเพื่อหารือกับ “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” อย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อการส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อย่างน้อยเพื่อให้เป็นทางออก ให้กับหลักการ “สีส้ม” ที่ว่า “ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่าน คูหาเลือกตั้ง ที่ ประชาชนต้องมีสิทธิเลือก สสร.”
ขณะที่ความเคลื่อนไหวใน “พรรคเพื่อไทย” ที่ยืนยันจะเสนอตัวร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แม้เสียงจะขาดไป 26 เสียง แต่จากการเป็นพันธมิตรอันดีของ “พรรคประชาชาติ-พรรคประชาชน” อาจได้เห็นการร่วมไม้ร่วมมือกัน
“ชูศักดิ์ ศิรินิล” มือกฎหมายเพื่อไทย เผยว่า จะปัดฝุ่นร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับที่เคยเสนอต่อรัฐสภาชุดที่ผ่านมา แต่รอบนั้น ถูก “สว.” ใช้เทคติก ลงคะแนนไม่ถึง 1 ใน 3 ตีตกไป แต่ยังคงแนวคิดหลักคือ “สสร.” มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมของ “ประชาชน” และได้เพิ่ม กมธ.รับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อเป็น “สื่อกลาง” เชื่อมการมีส่วนร่วมของ “ประชาชน”
ด้าน “พรรคประชาธิปัตย์” ได้ออกแบบให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือก “สสร.” ผ่านการหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการหยั่งเสียงขั้นต้น ก่อนที่จะให้ “รัฐสภา” เป็นผู้เลือก “สสร.” เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ นอกจากนั้นคือการลดอำนาจพิเศษ “สว.” ต่อการเห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่
ทั้ง “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” พูดคุยกันนอกรอบถึง แนวคิดต่อการยกร่างแก้ไขร่วมกัน แต่ยังมีรายละเอียดที่ไม่ลงรอย ดังนั้นในบทสรุป อาจต้องยื่นคนละฉบับ โดยให้ “สส.” ของแต่ละพรรค ร่วมลงชื่อสนับสนุน จนครบ 100 คนที่เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำต่อการยื่นเสนอร่างแก้ไข และคาดว่าจะยื่นเสนอตัวร่างได้ก่อนสิ้นเดือนพ.ค. นี้
อย่างไรก็ดี ในบทเรียนการเมืองไทย ต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่สภาฯ ชุดที่แล้ว พยายามมาตลอด 3 ปี ต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ทำไม่สำเร็จ เพราะถูกเทคติกการเมืองฉุดรั้งหลายต่อหลายครั้ง และในครั้งหลังสุด เมื่อ 14-15 ต.ค.68 แม้รัฐสภาจะพิจารณา ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ที่เสนอโดย “พรรคประชาชน-พรรคภูมิใจไทย-พรรคเพื่อไทย”
ทว่าในชั้นการโหวตว่าจะรับหลักการหรือไม่ พบว่า มีเพียง 2 ฉบับ คือ “ฉบับของภูมิใจไทย-พรรคประชาชน” ที่ถูกโหวตให้ไปต่อ ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ถูกโหวตตก ทั้งนี้ไม่ใช่ว่า “เนื้อหาขัดกัน” แต่เป็นเพราะเกมการเมืองที่ปูทางไว้แล้ว
ดังนั้นในการพิจารณารัฐธรรมนูญอีกครั้ง ในสมัยรัฐสภาชุดนี้ ไม่ว่า “พรรคการเมือง” ต่างๆจะแสดงเจตจำนงเข้าไปมีส่วนร่วมต่อการแก้รัฐธรรมนูญมากฉบับ แต่หาก “บทละคร” ถูกเซ็ตตอนจบเอาไว้แล้ว ย่อมเป็นไปได้ยากที่ เสียงข้างมากของรัฐสภา หรือ เสียง 1 ใน 3 ของ สว. จะลงมติรับ “ทุกฉบับ” เข้าไปแชร์พื้นที่-ถกเถียงในชั้นกรรมาธิการ
ต้องจับตาการประชุมร่วมรัฐสภา ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน มิ.ย. ที่จะได้เห็นบันไดก้าวแรก ว่าจะไปต่ออย่างไร การแก้รัฐธรรมนูญจะมุ่งไปสู่การปลดล็อก “การสืบทอดอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยม” ได้จริงหรือไม่

