วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ป.ป.ช.-อัยการ ยกเครื่อง ‘คณะทำงานร่วม’ สาง ‘สำนวนไม่สมบูรณ์’

ป.ป.ช.-อัยการ ยกเครื่อง ‘คณะทำงานร่วม’  สาง ‘สำนวนไม่สมบูรณ์’

“ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม” คำกล่าวโบราณนี้ยังคงดูจริงเสมอ โดยเฉพาะใน “แวดวงการเมือง” พลันที่มี “บิ๊กเนมนักเลือกตั้ง” ถูกตั้งข้อกล่าวหา หรือต้องคดีถูกสอบสวน ทว่ากระบวนการยุติธรรมกลับดำเนินการไปอย่างเชื่องช้า มีหลายคดี “หมดอายุความ” ไปก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหาจะโดนชี้มูลความผิด หรือถูกลงโทษ

เช่นเดียวกันแม้ว่าที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะดำเนินการไต่สวน และชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหา ตั้งแต่ระดับข้าราชการ จนถึงนักการเมือง แต่การดำเนินการของ ป.ป.ช.เป็นเพียง “ต้นน้ำ” ของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ยังเหลือ “กลางน้ำ” นั่นคือชั้นอัยการสูงสุด (อสส.) และ “ปลายน้ำ” คือศาลยุติธรรม

อุปสรรคสำคัญในกระบวนการของ ป.ป.ช.หลายปีที่ผ่านมาคือ เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหาไป ส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ ปรากฏว่ามีหลายคดี ที่ฝ่ายอัยการไม่เห็นพ้องด้วย โดยเห็นว่าพยานหลักฐานในสำนวนยัง “มีข้อไม่สมบูรณ์” ทำให้ต้องตั้ง “คณะทำงานร่วม” ระหว่างฝ่าย ป.ป.ช. และฝ่ายอัยการ ขึ้นมาพิจารณา

ในขั้นตอนการตั้งคณะทำงานร่วมฯ ระหว่างฝ่าย ป.ป.ช.และฝ่ายอัยการนี่เอง ที่ส่วนใหญ่ทำให้ “คดีล่าช้า” และหลายครั้งที่ฝ่ายอัยการ “ไม่สั่งฟ้อง” ส่งผลให้ ป.ป.ช.ต้องนำพยานหลักฐานไปยื่นฟ้องต่อศาลในขอบเขตอำนาจที่เกี่ยวข้องเอง ทำให้ขั้นตอนการนำตัวผู้ถูกกล่าวหาไปเข้าสู่กระบวนการชั้นศาล ล่าช้าออกไป

ขั้นตอนนี้ส่วนใหญ่เกิดจาก เกิดจาก มุมมองการตีความพยานหลักฐาน และการพิจารณาข้อกล่าวหา ที่แตกต่างกัน ฝ่ายหนึ่งมองว่า พยานหลักฐานอาจไม่เพียงพอต่อการยื่นฟ้อง หรือหากยื่นฟ้องอาจจะถูกศาลพิพากษายกฟ้องได้ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า พยานหลักฐานพร้อมความเห็นในสำนวน เพียงพอต่อการยื่นฟ้องศาลแล้ว และหากปล่อยให้ล่าช้าออกไป อาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนี หรือแทรกแซงพยานหลักฐานแวดล้อมได้

ในช่วงเวลาระหว่างการ “หาข้อไม่สมบูรณ์” ของคณะทำงานร่วมฯนั้น ค่อนข้างยาวนานหลายเดือน หรือบางคดีนับปี ก่อนจะได้ข้อสรุป ส่งผลให้ผู้ถูกกล่าวหา โดยเฉพาะ “ข้าราชการใหญ่-บิ๊กเนมนักเลือกตั้ง” ยังคงมีอิทธิพลในหลายแวดวง ทำให้พยานบุคคล หรือพยานหลักฐานหลายชิ้น อาจถูก “แทรกแซง-บิดเบือน” ทำให้สุดท้ายเมื่อคดีถึงชั้นศาล ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาบางราย ไม่ถูกลงโทษตามสมควร

หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้น “ผู้ถูกกล่าวหา” ที่เป็นบิ๊กข้าราชการ หรือผู้ทรงอำนาจอิทธิพลในแวดวงการเมือง อาจอาศัยจังหวะดังกล่าวสบช่อง “หลบหนี” ออกนอกประเทศ ทำให้สุดท้ายคดีต้อง “ค้างเติ่ง” ไม่สามารถนำตัวผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลยมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมได้

อย่างไรก็ดีล่าสุด เมื่อเดือน ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช. โดยสำนักคดี จัดการประชุมคณะทำงานผู้ประสานงานฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช. กับฝ่ายอัยการสูงสุด เพื่อประสานงานและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด

การประชุมดังกล่าวมี “สุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. หัวหน้าคณะทำงาน เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นางสมศิริ ชำนาญชานันท์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต หัวหน้าคณะทำงาน รชต พนมวัน รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต รองหัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานผู้ประสานงานฝ่ายสำนักงาน ป.ป.ช. และคณะทำงานผู้ประสานงานฝ่ายสำนักงานอัยการสูงสุด เข้าร่วมการประชุม

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประสานงานและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด ปรึกษาหารือข้อราชการและแนวทางปฏิบัติร่วมกันในด้านอื่น ตลอดจนนำผลการประชุมหารือร่วมกันไปกำหนดแนวทางปฏิบัติและรายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ

โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาประเด็นข้อหารือในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น 1.การกำหนดประเด็นและการพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ 2.ข้อขัดข้องในการประชุมคณะกรรมการร่วมฯ 3.ข้อขัดข้องในการส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีหรือส่งสำนวนคืนคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ ดำเนินการฟ้องคดีเอง 4.ข้อขัดข้องในการประสานงานคดีระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. และพนักงานอัยการ 5.ความคืบหน้าคดีที่มีการส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องคดี และ 6.การให้ความคุ้มครองช่วยเหลือในการแก้ต่างคดีอาญาให้กับบุคคลตามมาตรา 132

ภายหลังการประชุมร่วมกัน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมข้อเสนอแนะแก้ไขปัญหาขัดข้อง ทั้ง 2 ฝ่ายจะนำบทสรุปข้อหารือนี้ นำเสนอแก่ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นต่อไป

ทำให้น่าจับตาว่า การดำเนินคดีของ ป.ป.ช.คาดว่าจะ “ราบรื่น” ขึ้น นำตัวผู้ถูกกล่าวหาระดับ “บิ๊กเนม” เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่าง “ทันท่วงที” ต้องรอดูกันหลังจากนี้

บทความนี้ สนับสนุนโดยกองทุน ป.ป.ช.หากพบเห็นการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ร้องเรียนได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูล สำนักงาน ป.ป.ช. โทร.1205 หรือ www.nacc.go.th หรือสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด