วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'พิจิตต' หนุน ปชน. ช่วย 'ดร.โจ' หาเสียง ชี้ กทม.ใหญ่เกินพึ่งพระเอก

'พิจิตต' หนุน ปชน. ช่วย 'ดร.โจ' หาเสียง ชี้ กทม.ใหญ่เกินพึ่งพระเอก

'ดร.โจ ชัยวัฒน์' ควง 'พิจิตต รัตตกุล' อดีตผู้ว่าฯ กทม.หาเสียง เจ้าตัวกางเหตุหนุนช่วย ปชน. มีแนวคิดกระจายอำนาจ-ทำงานเป็นทีม เมืองใหญ่เกินกว่าพึ่ง 'พระเอก' คนเดียว

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 ที่ถนนสายไม้ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. และอดีตผู้ช่วยหาเสียงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ช่วย น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางซื่อ หาเสียง โดยมีนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ร่วมด้วย

โดยนายชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาลงพื้นที่หาเสียงที่ถนนสายไม้ เนื่องจากถนนดังกล่าวมีประวัติอย่างยาวนาน ด้วยความที่อดีตเป็นที่ค้าขายไม้ ทำให้เรามองเห็นศักยภาพของถนนสายค้าไม้ทั้งการค้าส่งและการค้าปลีกเพื่อที่จะพัฒนาถนนเส้นนี้ให้มีอัตลักษณ์และแลนด์มาร์กต่างๆ เพื่อให้เป็นย่านธุรกิจและท่องเที่ยว ซึ่งเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ศิลปะ การทำงานคราฟเกี่ยวกับไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่เราจะพัฒนาย่าน จากตัวย่านนั้นเอง โดยผู้ประกอบการในย่านนี้มีตั้งแต่รุ่นเถ้าแก่จนไปถึงรุ่นลูกหลานที่เติบโตขึ้นมาและอยากพัฒนาด้านนี้ไปในทางศิลปะมากขึ้น

'พิจิตต' หนุน ปชน. ช่วย 'ดร.โจ' หาเสียง ชี้ กทม.ใหญ่เกินพึ่งพระเอก

ส่วน นายพิจิตต กล่าวถึงเหตุผลในการมาช่วย นายชัยวัฒน์หาเสียงว่า รู้จักกับนายชัยวัฒน์และเห็นว่านายชัยวัฒน์มีความน่าสนใจที่ตนจะมาร่วมสนับสนุนเพื่อให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งนายชัยวัฒน์มีคุณสมบัติเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นวิศวกรที่เคยทำงานอยู่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะอาชีพวิศวะก็ต้องนึกถึงการสร้างและออกแบบ โดยนายชัยวัฒน์คนนี้คงไม่คิดแต่เรื่องซ่อมอย่างเดียว จะคิดแต่เรื่องสร้าง เพราะการซ่อมอย่างเดียวจะไม่มีการจบสิ้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องสร้าง แต่ต้องสร้างทั้งระบบและสร้างระบบใหม่ขึ้น ไม่ว่าเป็นการสร้างสถานภาพเศรษฐกิจของเมือง สร้างมุมมองใหม่ในเรื่องของน้ำท่วมและการจราจร เพราะทุกอย่างเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน จากการได้พูดคุยกับนายชัยวัฒน์เห็นว่าเป็นคนที่มีความเข้าใจในเรื่องของการออกแบบใหม่ที่ต้องมีการสร้างขึ้นมา

นายพิจิตต กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ที่เคยทำงานใน ธปท. จะเป็นคนที่คิดถึงเศรษฐกิจระดับรากหญ้าเสมอ ไม่ได้คิดถึงแต่เศรษฐกิจระดับประเทศทางการเงินการคลังเพียงอย่างเดียว ซึ่งตนเคยมีเพื่อนเป็นผู้ว่า ธปท. ถึง 3 คนก็มีแนวคิดแบบนี้เหมือนกันหมด และคิดว่าพรรคประชาชนมีความเชื่อที่น่าสนใจคือการกระจายอำนาจ เชื่อเรื่องของการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ใหญ่เกินไปที่จะมีพระเอกที่ม้าขาวเพียงคนเดียว รวมถึงยังมีความเชื่อเรื่องการมีส่วนร่วม เพราะข้าราชการกทม.กว่าแสนคนคงทำงานเองทั้งหมด ไม่ได้ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และพรรคประชาชนก็เชื่อเรื่องความเข้มแข็งของการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง 

'พิจิตต' หนุน ปชน. ช่วย 'ดร.โจ' หาเสียง ชี้ กทม.ใหญ่เกินพึ่งพระเอก

“ที่กล่าวมาตรงกับความคิดของตนจึงเป็นสาเหตุให้ตนอาสามาช่วยนายชัยวัฒน์ การอาสาครั้งนี้เป็นเพียงการอาสามาช่วยงานการเมืองเท่านั้น โดยในอนาคตผมจะไม่รับตำแหน่งใด เพราะอายุมากแล้ว คงทำได้แค่ให้คำแนะนำหรือให้ความช่วยเหลือ และจะช่วยนายชัยวัฒน์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. เพียงคนเดียว แต่อาจจะช่วย ส.ก.คนอื่นที่อยู่ในกลุ่มมดงานหาเสียง แต่ทั้งนี้กลุ่มงดงานส่วนใหญ่ก็อยู่ในพรรคประชาชน” นายพิจิตต กล่าว 

นายชัยวัฒน์ กล่าวเสริมว่า นายพิจิตตคือกลุ่มมดงาน หากจำกันได้ในอดีต เป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมจนได้เข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร โดยเรามีความสัมพันธ์กับกลุ่มมดงานผ่านน.ส.ภัทราภรณ์ ซึ่งจะทำให้เรานำโอกาสของคนรุ่นใหม่มาผสมผสานกับคนที่มีประสบการณ์ในการทำงาน และนายพิจิตตเองก็เคยเป็นอดีตผู้ว่าฯ 

เมื่อถามว่า มองว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะเลือกผู้ว่าที่ลงในนามอิสระหรือพรรคการเมืองมากกว่ากัน นายพิจิตต กล่าวว่า ได้สองอย่าง โดยในอดีตก็เคยมีผู้ว่าที่ลงในนามอิสระ เช่นนายจำลอง ศรีเมือง และนายชัชชาติ ที่ก็ทำงานได้ดีมาก และแม้ว่าจะลงในนามพรรคก็เชื่อว่าพรรคคงจะไม่มาครอบงำหรือชี้นำอะไรมาก ทั้งนี้ ในอดีตผู้สมัครที่ลงในนามพรรคก็มีอิสระในการทำงาน แต่พรรคก็ให้การสนับสนุนในการทำงาน 

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายชัชชาติแล้วหรือไม่ นายพิจิตต กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยกัน เพราะเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาตนก็สนับสนุนคนที่ตั้งใจดีคือนายชัชชาติ เมื่อนายชัชชาติได้เป็นผู้ว่าฯ ตนก็คืนใบหาเสียงให้นายชัชชาติแล้วบอกว่าหมดหน้าที่แล้ว 

เมื่อถามว่า ได้มีการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งระหว่างนายชัยวัฒน์กับนายชัชชาติหรือไม่ นายพิจิตต กล่าวว่า ประชาชนต้องตัดสินใจ หากตนไปชี้นำคงจะลำบาก ซึ่งประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงจะเป็นผู้ที่ตัดสินใจที่ดีที่สุด 

เมื่อถามถึง ความมั่นใจในการสู้ศึกผู้ว่าฯ กทม. หลังไหนชัชชาติประกาศลงสมัครอีกครั้งอย่างเป็นทางการ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราคาดหวังกันอยู่แล้วว่านายชัชชาติจะลงสมัครอีกครั้ง แต่จุดยืนของตนคือไม่ได้อยากให้มองว่าใครจะมาลงสมัครผู้ว่าฯ แต่อยากให้มองว่าอีก 4 ปีข้างหน้า กรุงเทพมหานครจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกรุงเทพฯมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร หรือเป็นเมืองที่ให้สวัสดิการกับคนกรุงเทพฯ อย่างไร ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พรรคประชาชนได้นำเสนอเป็นวาระของคนกรุงเทพฯ และผู้สมัครส.ก.ในแต่ละเขตของเราก็มีวาระที่ต้องการผลักดันในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคมนาคม การสร้างสถานีดับเพลิง การพัฒนาเมืองย่านสร้างสรรค์หรือย่านเศรษฐกิจ 

เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรให้คนกรุงเทพฯ ยอมรับในตัวเรา เพราะคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังชื่นชอบนายชัชชาติอยู่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เราต้องทำให้ดีกว่านายชัชชาติที่ทำได้ดีอยู่แล้ว และต้องทำในสิ่งที่พัฒนาก้าวหน้า รวมถึงแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่เรื้อรังที่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการแก้ไขมากมาย เช่น ปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงการบริหารกรุงเทพมหานครที่เราต้องขับเคลื่อนตั้งแต่ภาพใหญ่จากสภาผู้แทนราษฎร และเราได้นำเสนอนโยบายกรุงเทพโปร่งใส เอไอจับโกง ซึ่งต้องมีระบบที่ดีที่แม้แต่คนดีที่คิดจะโกงก็โกงได้ยาก เราต้องเน้นย้ำเรื่องการสื่อสารเรื่องนี้ 

นายพิจารณ์ กล่าวเสริมว่า ในทุกการเลือกตั้งคือโอกาสที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงการยกระดับการเมืองไทย และเป็นโอกาสที่จะนำเสนอนโยบาย วิสัยทัศน์ ให้ประชาชนได้เลือก ตั้งแต่พรรคก้าวไกลจนมาถึงพรรคประชาชนเราได้สร้างประวัติศาสที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการทำแรงสไลด์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครถึงสองครั้ง ย้ำว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของเสียงของพี่น้องกรุงเทพมหานคร และการเลือกตั้งทั้งสองครั้งที่ผ่านมาไม่ได้บ่งบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เราจะชนะอีกครั้ง แต่ตนคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีพี่คนกรุงเทพฯ ให้โอกาสเรา เรา

“จึงอยากใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอวิสัยทัศน์ผ่านแคนดิเดตผู้ว่าฯ ของพรรคและทีมบริหาร รวมถึง ส.ก. เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เห็นว่ากรุงเทพฯ มีโอกาสที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายอยู่ที่ว่าประชาชนคนกรุงเทพฯ จะให้โอกาสเราหรือไม่ เพราะหากรอบนี้เราสามารถเข้าไปบริหารกับงบประมาณปีแสนล้าน 4 ปี 4 แสนกว่าล้านบาท ก็จะเป็นโอกาสที่ทำให้คนกรุงเทพฯ และคนทั้งประเทศเห็นว่าพรรคประชาชนมีศักยภาพในการพัฒนากรุงเทพมหานครอย่างไร แม้ว่าจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ชนะการเลือกตั้ง หน้าที่ของพวกเราคือการนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้คนกรุงเทพฯ ได้พิจารณา” นายพิจารณ์ กล่าว

จากนั้น นายชัยวัฒน์ และนายพิจิตต ได้นำคณะร่วมเดินหาเสียงในถนนสายไม้ ซึ่งมีประชาชนเข้ามาทักทายพร้อมร้องเรียนเรื่องฝาท่อระบายน้ำบน บนถนนที่พบว่ามีรอยแตกร้าวและไม่แข็งแรง โดยชาวบ้านบริเวณนี้กังวลว่าเด็กและผู้สูงอายุหรือผู้สัญจรอาจจะได้รับอันตราย ซึ่งเรื่องนี้ทางชาวบ้านได้เคยร้องเรียนไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด