การเมืองเข้าสู่ช่วงทำแต้ม เพื่อชิงธงนำวาระสำคัญของประเทศ หวังสร้างภาพจำ-สร้างผลงาน ให้เป็นที่ประจักษ์ในสายตาของ “โหวตเตอร์” ที่จับตาทุกย่างก้าวของ “ขั้วรัฐบาล - ขั้วฝ่ายค้าน”
“พรรคภูมิใจไทย” ขยับยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เปิดทางให้มี สสร.เข้าไปดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชิงความชอบธรรม ดำเนินการตามเจตนารมณ์ 21 ล้านเสียงของประชาชนที่ลงประชามติ
แม้ก่อนหน้านี้ จะมีคำถามว่า “รัฐบาลอนุทิน” ตีตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยไม่ยืนยันให้นำมาพิจารณาต่อในสภาฯชุดใหม่ เจตนาทำให้ร่างดังกล่าวตกไป ทั้งที่อยู่ระหว่างการพิจารณาวาระสองแล้ว สะท้อนถึงเหลี่ยมการเมืองระดับเซียนของ “คนสีน้ำเงิน” ที่วางกลไก ควบคุมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เอาเรียบร้อยแล้ว
โดยเฉพาะที่มาของ “สสร.” จาก 77 จังหวัด บวกรวมกับ 23 ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะคัดเลือกจากที่ประชุมรัฐสภา หมายความว่า “สส. - สว.” จากสายสีน้ำเงิน มีจำนวนเกินครึ่งของสมาชิกรัฐสภา จะมีอิทธิฤทธิ์ควบคุมกลไกได้ทุกขั้นตอน
ขณะที่ขั้วฝ่ายค้าน “พรรคประชาชน” แม้จะพลาดท่าให้ “พรรคประชาธิปัตย์” ชิงธงนำยื่น “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัยกรณีรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และปล่อยให้ “พรรคภูมิใจไทย” ชิงจังหวะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ไปเสียก่อน แต่ก็ยังมีเกมถนัดเพื่อกู้ชื่อ
ล่าสุด เรื่องร้อนที่เข้าทางถนัดของ “ขุนพลสีส้ม” คือจุดยืน “ขั้วซ้าย” ที่ไม่ต้องการให้ “หัวขบวนอนุรักษนิยม” เข้ามาแทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหาร กรณีองคมนตรีร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ที่มีแกนนำรัฐบาลร่วมวงด้วย
แม้ที่ผ่านมาหลักการของ“พรรคสีส้ม”อ่อนแอลง หลังกลเกมการเมืองถาโถมเข้าใส่ ก็ยังมีโอกาสที่จะกลับไปยืนในจุดเด่นของตัวเอง
ขณะที่“พรรคประชาธิปัตย์” กลับมาโชว์ความโดดเด่นในฐานะ “ฝ่ายค้าน” ยื่น“ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัยการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล พร้อมชำแหละข้อพิรุธ และจุดอ่อนของการใช้งบประมาณของ“รัฐบาลอนุทิน” ทำให้“พรรคสีฟ้า”เริ่มกลับมาเก็บแต้มการเมืองได้มากขึ้น
ทว่า ในขั้วฝ่ายค้าน มีเพียงพรรคเดียวที่ยังหาจุดยืน-จุดเด่นของตัวเองไม่ได้ นั่นคือ “พรรคกล้าธรรม” เนื่องจาก“ผู้กองมนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรค ไม่คาดคิด และไม่เคยเตรียมแผนมาเป็น“ฝ่ายค้าน”
สส.กล้าธรรม อาจจะยังไม่เคยชินกับการเป็นฝ่ายค้าน เพราะอยู่ฝ่ายบริหารนานเกินไป อย่างที่ผู้กอง ออกตัวไว้ ในวันกลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค “ผมอยู่ตั้งแต่ปี 62 จนถึงต้นปี 69 หลายปี อาจจะไม่ชินกับการเป็นฝ่ายค้าน แต่นักการเมืองต้องมีหลักการ”
พร้อมทั้งยืนยันว่า “สิ่งที่ผมภาคภูมิใจ คือ การทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นช่วงหารือ กระทู้ หรืออภิปราย พรรคเรามี สส.หน้าใหม่ที่สามารถเป็นดาวสภาได้ เวลาพูดมีหลักการ มีจังหวะ เรามาทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านเราก็ทำได้ การเป็นนักการเมืองต้องถนัดทุกอย่าง”
ทว่า สังคมก็ยังไม่ได้เห็นปรากฎการณ์ที่ว่านี้
แม้ “ค่ายสีเขียว”จะอยู่คนละขั้วกับ “ค่ายสีน้ำเงิน” แต่ยังมีความหวังว่า กลเกมการเมืองอาจพลิกมาเข้าทางในไม่ช้า
ดังนั้น ลีลาท่าที“ขุนพลค่ายเขียว”ในการตรวจสอบ รุกไล่การทำงานของ“รัฐบาลสีน้ำเงิน” จึงไม่โดดเด่น แต่เน้นสไตล์ตามน้ำ
ที่เห็นได้ชัดจากการเดินเดี่ยว ไม่สังฆกรรมกับ“ค่ายส้ม- ค่ายฟ้า” ในการเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
ที่สำคัญ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นเล่นใหญ่ระหว่างสองขั้ว กล้าธรรมกลับไร้จุดยืนของพรรคที่ชัดเจน
ว่ากันว่า ชั่วโมงนี้ “ผู้กอง”เน้นบริหารจัดการเฉพาะ สส.ในพรรค มีวิธีมัดใจ โดยเฉพาะการช่วยเหลือเกื้อหนุนปัจจัย ในเรตที่ใกล้เคียงกับ“พรรคคู่แข่ง” ทำให้บรรดาลูกพรรคยังแถวตรง
ขณะที่ในยุทธจักรการเมือง ยังประเมินกันอยู่ว่า “ผู้กอง”จะดูแลสส.ในสังกัดได้ยาวนานเพียงใด เพราะขั้วตรงข้าม ก็มีสิ่งเร้ามายั่วใจ สส.ค่ายเขียว เป็นระยะ
จับตาทิศทางของ “กล้าธรรมนัส” จะเดินยุทธศาสตร์การเมืองอย่างไร ให้อยู่ในกระแสบวก เพราะสัญญาณ"สีเขียว"ที่สะท้อนออกมา พร้อมจะทิ้ง “ส้ม-ฟ้า”ได้ทุกเมื่อ
โดยเฉพาะอาการที่ “กล้าธรรม” แต่ “ไม่กล้าค้าน” เพราะหากทำให้ “ครูใหญ่ค่ายน้ำเงิน” ขุ่นเคืองใจ อาจไร้โอกาสได้พลิกขั้วอย่างที่หวัง

