วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

จับสัญญาณ ‘ส้ม’ หวนคืน‘ซ้าย’? ชน ‘อนุรักษนิยม’ ทดสอบกระแส

การเปลี่ยนท่าทีนี้เกิดขึ้นหลังจากแนวทาง "ประนีประนอมครั้งใหญ่" (Grand Compromise) กับฝ่ายอีลีตล้มเหลว ทำให้แกนนำพรรคกลับมาขับเคลื่อนเกมการเมือง "ชนเพดาน" อีกครั้ง

KEY POINTS

  • พรรคประชาชน กลับมาใช้ยุทธศาสตร์เผชิญหน้ากับฝ่ายอนุรักษนิยม โดยวิจารณ์บทบาทขององคมนตรีที่เข้าร่วมประชุมกับฝ่ายบริหารว่าอาจขัดต่อหลักการประชาธิปไตย
  • การเปลี่ยนท่าทีนี้เกิดขึ้นหลังจากแนวทาง "ประนีประนอมครั้งใหญ่" (Grand Compromise) กับฝ่ายอีลีตล้มเหลว ทำให้แกนนำพรรคหันกลับมาขับเคลื่อนเกมการเมืองแบบ "ชนเพดาน" อีกครั้ง
  • พรรคส้มใช้ยุทธศาสตร์นี้เพื่อทดสอบ และฟื้นฟูกระแสความนิยมของพรรคที่ตกต่ำลงหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้ง โดยมีสนามเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นด่านแรกในการชี้วัดผล

ช่วงเย็นวันที่ 20 พ.ค.2569 พรรคประชาชน (ปชน.) จุดกระแสอีกครั้ง พลันที่เฟซบุ๊กแฟนเพจทางการ โพสต์ภาพ และข้อความกรณี

“องคมนตรี” ประชุมร่วมกับ “รัฐบาล” ในบอร์ดจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ ส่อสุ่มเสี่ยง “ขัดหลักการ” ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อาจเข้าข่ายกระทำการมิบังควร เรียกเสียงฮือฮาจากบรรดา “ด้อมส้ม” เก่าแก่-ซ้ายจัด ได้พอหอมปากหอมคอ

ต้องเข้าใจว่า พรรค ปชน.ไม่ได้มีการสื่อสาร “ประเด็นแหลมคม” ในลักษณะนี้มาพักใหญ่แล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่การโหวตหนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ สมัยแรก ปลายปี 2568 ท่ามกลางข้อตกลง “Grand Compromise” ระหว่าง “พรรคส้ม” กับ “ฝ่ายอนุรักษนิยม” ที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า เคยประกาศไว้

ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะเฟซบุ๊กแฟนเพจพรรค ปชน.ระบุตอนหนึ่งว่า การที่องคมนตรีเข้า “คลุกวงใน” กับการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึงความเหมาะสมในทางหลักการ โดยตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลาง และเสถียรภาพของสถาบันโดยไม่ทรงเข้ามาข้องเกี่ยวโดยตรงกับอำนาจบริหาร

ขณะที่องคมนตรี มีขอบเขตหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชัดเจนว่า เป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาดุลยภาพนั้น และต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะอันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร

ในความเป็นจริง เส้นแบ่งระหว่างการ “ให้คำแนะนำ” กับ “การมีอิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน” นั้นบางเบาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทย “คำแนะนำ” จากผู้สวมหัวโขนที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ย่อมถูกปฏิเสธได้ยาก และมักได้รับน้ำหนักเหนือกว่าข้อสั่งการ หรือแนวนโยบายของผู้ปฏิบัติงานจริงที่หน้างาน

จับสัญญาณ ‘ส้ม’ หวนคืน‘ซ้าย’? ชน ‘อนุรักษนิยม’ ทดสอบกระแส

คำถามสำคัญคือ รัฐบาล และข้าราชการในที่ประชุม บกปภ.ช.จะสามารถปฏิเสธ หรือตั้งคำถามต่อ “คำแนะนำ” เหล่านั้นได้จริงหรือ? 

ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากยิ่ง และนี่คือ เหตุผลว่าทำไมองคมนตรีจึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมสำคัญของฝ่ายบริหาร เพราะหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องรับคำแนะนำเหล่านั้นแทบทั้งหมดไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติ

ถัดมา วันที่ 21 พ.ค.69 “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน.แถลงข่าวถึงกรณีนี้ตอนหนึ่งว่า เป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง ก็ไม่คิดว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง ที่เคยทำต่อเนื่องมาแล้วในอดีต ตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. จะต้องทำสืบเนื่องต่อไป อยากเห็นการปรับปรุงการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ดีกว่านี้

“ถ้าเราคงระบอบการปกครองในประเทศนี้ ให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยอย่างมั่นคงสถาพร การที่จะทำให้ตัวสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องการดำเนินนโยบายสาธารณะ ที่เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารโดยตรง เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพึงกระทำ” ณัฐพงษ์ ระบุ

ขณะเดียวกัน “เท้ง ณัฐพงษ์” ยังตอบคำถามสื่อมวลชน ถ้า ปชน.เป็นรัฐบาล จะใช้กลไกปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ ว่า นายกฯ สามารถตัดสินใจดำเนินการได้อยู่แล้ว ถ้าสมมติว่าตนเป็นนายกฯ หรือมีตัวแทนจากพรรคประชาชนเป็นนายกฯ เราคงวางบทบาทของเราให้มีความเหมาะสม หลีกเลี่ยงการจัดประชุมแบบนี้ ที่ตัวแทน หรือตัวสถาบันพระมหากษัตริย์มามีส่วนร่วมโดยตรงในการประชุม เพื่อตัดสินใจ

ต่อคำถามว่าจะยกเลิกเลยหรือไม่ “ณัฐพงษ์” กล่าวว่า “อย่างที่ผมบอกว่า หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่าห้อยโหนดึงฟ้ามาลงต่ำ หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีก็คือ ดันฟ้าขึ้นสูงเหมือนกัน”

จับสัญญาณ ‘ส้ม’ หวนคืน‘ซ้าย’? ชน ‘อนุรักษนิยม’ ทดสอบกระแส  

การขับเคลื่อนเกม กลับมาตะลุย “ชนอนุรักษนิยม” อีกครั้งของ “พรรคส้ม” น่าสนใจ เพราะ 

1.ช่วงปลายปี 2568 “ธนาธร” ประกาศส่งสัญญาณ “การประนีประนอมครั้งใหญ่” หรือ Grand Compromise เพื่อหา “พื้นที่ตรงกลาง” ระหว่าง “ฝ่ายอีลีต” และ “ภาคประชาชน” โดยว่ากันว่า ในช่วงเวลานั้นมี “กุนซือส้ม” นัดดีลวงสนทนากับ “กุนซือฝ่ายอีลีต” หลายคน เพื่อยืนยันว่า การมีอยู่ของ “พรรคส้ม” ในเวลานี้ ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับ “ระบอบเก่า”

2.ช่วงก่อนการเลือกตั้ง 69 จะเห็นได้ว่า พรรค ปชน.พยายามเปิดตัว “ทีม The Professionals” โดยส่วนใหญ่เป็นอดีต “เทคโนแครต-นายทุน” เน้นไปทาง “ปฏิรูประบบราชการ-ภาครัฐ” แทบไม่มีบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง-พัวพันกับ “ฝ่ายซ้าย” หลงเหลืออยู่เลย สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าพรรคส้มได้เข้าไปบริหาร จะไม่แตะต้องเรื่องเหล่านี้

ทว่าก่อนวันเลือกตั้งเพียงเล็กน้อย เหมือน “แกนนำส้ม” จะรับรู้ว่าสัญญาณ Grand Compromise ล้มเหลว โดยเฉพาะการถูก “คว่ำร่างแก้รัฐธรรมนูญ” ส่งผลให้ “ธนาธร-กลุ่มโปลิตบูโร” กลับมาขับเคลื่อนเกมการเมืองในลักษณะ “ชนเพดาน” อีกครั้ง เห็นได้จากงานหาเสียงวันสุดท้ายก่อนเลือกตั้งของพรรค ปชน.ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง“ธนาธร” ขึ้นเวทีพูดตอนหนึ่ง ปลุกกระแส 100 ปี การอภิวัฒน์สยาม ให้กลับมาอีกครั้ง โดยหวังผลให้ “สำเร็จ” ในรุ่นนี้

จับสัญญาณ ‘ส้ม’ หวนคืน‘ซ้าย’? ชน ‘อนุรักษนิยม’ ทดสอบกระแส
(ธนาธร ร่วมกับแกนนำพรรคส้ม ขอโทษโหวตเตอร์ หลังพรรค ปชน.โหวตหนุน "อนุทิน" เป็นนายกฯ ปี 68)

การอภิวัฒน์สยาม หรือการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดย “คณะราษฎร” ปี 2475 เป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่เจ็บช้ำมากที่สุดของฝ่ายอนุรักษนิยม ซึ่งถูก “ฝ่ายซ้าย” นำมาเขย่า-ขยายแผลเรื่องนี้มาโดยตลอดระยะเวลากว่า 94 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะครบ 100 ปีในปี 2575 ขณะที่ “ธนาธร” และกลุ่มผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่เดิม จะพ้นโทษแบนทางการเมืองในปี 2573 นี้

ถัดมาในวันชี้ชะตาเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ว่ากันว่า “พรรคส้ม” ติดต่อโรงแรมไว้ เพื่อเตรียมแถลงข่าว โดยมีการดีลกับ 2 พรรคใหญ่ ได้แก่ “ค่ายน้ำเงิน-ค่ายแดง” ว่า ถ้า ปชน.ชนะการเลือกตั้ง จะมีการเทียบเชิญร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล แต่สถานการณ์กลับพลิกผัน งานแถลงข่าวจึงไม่เกิดขึ้น เมื่อ“ภูมิใจไทย”คว้าชัย กวาด สส.เกือบ 200 ที่นั่ง ส่วน ปชน.วูบหนัก เหลือ 120 ที่นั่ง

หลังจากวันนั้น “ทีมโปลิตบูโร” หลายคนเก็บตัวเงียบ ส่วน “ปิยบุตร” แกนนำคนสำคัญ มีข่าวว่า “หลบฉาก” ขอ “เว้นวรรคการเมือง” เพราะเคยเตือนเรื่องบางอย่างแล้ว ในห้วงเวลาโหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ เมื่อปลายปี 2568 แต่แกนนำส้มที่เหลือไม่ฟัง และเดินไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญให้ “ส้ม” พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง 69

ทว่าการกลับมาขับเคลื่อนประเด็น “ชนอนุรักษนิยม” อีกครั้ง ในรอบหลายเดือน น่าจับตาอย่างยิ่ง ท่ามกลางกระแสพรรคที่ยังขาลง และคดี 112 อดีต 44 สส.ก้าวไกล ยังคาอยู่ในชั้นศาลฎีกา

เมื่อ “ส้ม” เลือกสละแนวทาง Grand Compromise กลับมา “เดิมพัน” ด้วยยุทธศาสตร์ชนเพดาน จึงอาจลุ้นตัวชี้วัดด้วยการประเดิมด่านแรก สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.- สก.-นายกเมืองพัทยา-สม.ในวันที่ 28 มิ.ย.69 นี้ เพื่อทดสอบว่า"กระแสส้ม" จะฟื้นกลับมาได้หรือไม่

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์