'ณัฐพงษ์' แนะนายกฯ เยือนฝรั่งเศสแล้ว เชิญ 'ปธน.มาครง' มาไทยเลย ถกแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงบทบาทยุทธศาสตร์ไทย ประกาศปฏิรูปกฎหมาย เปิดทางร่วม OECD
เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21-27 พ.ค.นี้ว่า ส่วนตัวมองว่า การเดินทางครั้งนี้มุมหนึ่ง ตนก็เห็นถึงความสำคัญ และความจำเป็น แม้การเดินทางคณะใหญ่แบบนี้ จะใช้งบประมาณของประเทศค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นจึงอยากเห็นนายกรัฐมนตรีแสดง แสดงบทบาทวางยุทธศาสตร์ไทย ในเวทีระหว่างประเทศที่ถูกต้อง
เท้ง' ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า คิดว่า สิ่งที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศคือ การทำให้ไทยเป็นหลักยึดของอาเซียน และเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างอาเซียนไปยังกลุ่มสหภาพยุโรป หรือกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ที่จะทำอย่างไรให้ไทยสามารถผนึกกำลังกับกลุ่มประเทศ ที่มีอำนาจระดับหนึ่งให้สามารถมีความมั่นคง และความเข้มแข็งในกลุ่มประเทศเหล่านี้ เพื่อสามารถต่อรองกับประเทศมหาอำนาจได้ ซึ่งยังมีอีกหลายเรื่องที่ประเทศไทยมีความจำเป็น ที่ต้องทำให้ได้มาตรฐาน ตามที่ OECD กำหนด ไม่ว่า จะเป็นการทำให้ประเทศไทยมีความโปร่งใส หรือขจัดเรื่องส่วยสินบน เช่น เมื่อวานนี้ที่สภาผู้แทนราษฎร มีการยื่นร่างกฎหมาย พ.ร.บ. อำนวยความสะดวก ที่สมาชิกวุฒิสภามีการแก้ไขบางส่วนกลับมา หนึ่งในสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวก็คือการลด หรือจำกัดเรื่องส่วยสินบน หรือใบอนุญาตต่าง ๆ ที่ปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ และผู้ประกอบการไทยด้วย
หากกฎหมายผ่านแล้ว ตนก็อยากให้นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศต่อเวทีโลก และแสดงท่าทีอย่างจริงจังว่า ประเทศไทยเตรียมตัวที่จะลดกฎระเบียบ และใบอนุญาตที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ เหล่านี้ อย่างไร รวมถึงการผลักดันกฎหมาย ที่จะทำให้ไทยมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เช่น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ที่หลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ OECD ก็มีกฎหมายลักษณะนี้ ในการกลับหลักการจากเดิม ที่ข้อมูลข่าวสารราชการ “ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น” กลับหลักให้เป็น “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” เช่นบันทึกการประชุมในคณะกรรมการต่าง ๆ หรือองค์กรอิสระ รวมไปถึงของฝ่ายบริหาร เราเองก็ต้องมีการส่งเสริมให้มีการแข่งขันทางการค้า เพราะที่ผ่านมามีคณะกรรมการส่งเสริมทางการค้า ที่มีการวินิจฉัยทำให้อาจจะรู้สึกว่า ค้านสายตาที่จะควบรวมกิจการต่าง ๆ หรือแม้ กสทช.เอง ก็มีการควบรวมกิจการบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ 2 บริษัท และมาบอกว่า มีอำนาจ ซึ่งที่กล่าวมานี้ สาธารณะชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้เลย
ดังนั้น หากผ่านร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ที่พรรคประชาชนได้เสนอเข้าสู่สภาแล้ว ก็จะทำให้ประชาคม สังคมโลกเชื่อมั่นประเทศไทยมากยิ่งขึ้นว่า การตัดสินใจใช้อำนาจรัฐของไทยเป็นไปด้วยความโปร่งใส และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นในการที่ไทยจะต้องเข้าสู่กลุ่ม OECD นอกเหนือจากเรื่องสิ่งแวดล้อมและแรงงาน
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งอย่างที่จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก ก็คือการใช้วิธีนี้สร้างโอกาส ที่จะทำให้ประเทศไทยได้ฐานสนับสนุนจากประเทศอื่น ๆ และเป็นไปได้หรือไม่ที่นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้เชิญ นายเอมมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส มาเยือนประเทศไทย เพราะนายมาครง ก็มีหมายกำหนดการที่จะมาเยือนประเทศกัมพูชาในปลายปีนี้ เพื่อมาประชุมกับกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส เป็นการจัดประชุมเป็นประจำทุก ๆ 2 ปี
โดยหากนายมาครง แวะมาประเทศไทยก่อนไปกัมพูชา ตนคิดว่า จะเป็นโอกาสที่ดี ในการพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้จะมีอีกหลายเรื่อง เช่น การเชิญชวนนักลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทย เช่น เรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ที่นายกรัฐมนตรีเอง ก็ได้ไปพูดในเวทีอาเซียนซัมมิท ที่ต้องการทำเรื่องของโครงการเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อแบ่งปันการผลิตไฟฟ้า หรือ Asean Power Grid ซึ่งประเทศฝรั่งเศสเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ไฟฟ้า สัดส่วนที่มีคาร์บอนต่ำ ซึ่งฝรั่งเศสก็อาจจะมีฐานพลังงานอื่น ๆ เช่น พลังงานนิวเคลียร์
ทั้งนี้มองว่า การเดินทางไปฝรั่งเศสครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรี ยังมีอีกหลายหัวข้อ ที่นายกฯ สามารถใช้เป็นประโยชน์ได้ พร้อมย้ำว่าการ เปลี่ยนถ่ายโครงสร้างพลังงาน พรรคประชาชนมองว่า รัฐบาลไม่มีความจำเป็นใดเลยที่ ต้องกู้เงินสักบาทเดียว เพราะว่า การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน สามารถใช้การลงทุนจากภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจได้ ดังนั้นการออก พ.ร.ก. กู้เงินที่ยัดไส้อยู่ใน 400,000 ล้านบาทนั้น เป็นความพยายามที่จะมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะเป็นการลดขั้นตอนไม่ให้สภาตรวจสอบ

