วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เกมภูมิใจไทย แก้‘รธน.พลัส’ กลไกรวบอำนาจ เสี่ยงฮั้ว 'สสร.'

เกมภูมิใจไทย แก้‘รธน.พลัส’  กลไกรวบอำนาจ เสี่ยงฮั้ว 'สสร.'

พรรคภูมิใจไทย โดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ฐานะหัวหน้าพรรค นำหน้ายื่น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุที่ “ภูมิใจไทย” ต้องชิงการนำเรื่องนี้ เพราะกระแสการเมืองเชิงลบ ถาโถมเข้าหา หลังจาก “รัฐบาล” ไม่ยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญที่คาอยู่ในวาระสอง ของรัฐสภาชุดที่ผ่านมา ทำให้ถูกวิจารณ์ในแง่ของความจริงใจ ที่จะทำตามผลประชามติของประชาชน กว่า 21.6 ล้านเสียง ที่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่

สิ่งที่ “อนุทิน” ย้ำระหว่างการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติม คือ ความตั้งใจและเป็นเจตนารมณ์ของพรรค ที่เน้นรับฟังเสียง และความต้องการของประชาชน ตามผลประชามติอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่ามีความประสงค์จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา

“มีคนกล่าวหาว่า เราไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่จริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย วันนี้พรรคภูมิใจไทยได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เป็นไปตามข้อกล่าวหา การยื่นร่างเป็นพรรคแรก คือสิ่งพิสูจน์” อนุทิน ระบุ พร้อมพยักหน้ารับกับคำถาม ที่ถามถึงความจริงจังในการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ

แม้ว่า “ภูมิใจไทย” จะดับกระแสเรื่องความไม่จริงใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ไปได้ แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องจับตา โดยเฉพาะความพยายาม “กินรวบ” กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่แฝงไว้ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ยื่นถึงมือ “โสภณ ซารัมย์” ประธานรัฐสภา สังกัดพรรคสีน้ำเงินแล้ว

เนื้อหาของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับ “อนุทิน 2” ภาพรวมมีกรอบใกล้เคียงกับฉบับ “อนุทิน 1” แต่เป็นฉบับปรับปรุงใหม่ ที่ “พลัส” ความเขี้ยวลากดินอย่างน้อย 2 เท่า

เกมภูมิใจไทย แก้‘รธน.พลัส’  กลไกรวบอำนาจ เสี่ยงฮั้ว 'สสร.'

ในโมเดลของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “ภูมิใจไทย” กำหนดให้ มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ สสร. 100 คน แบ่งเป็น 77 คน จากตัวแทนจังหวัดละ 1 คน อีก 23 คนมาจากสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายมหาชน 7 คน ด้านรัฐศาสตร์ 8 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง บริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตาม “หลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภา”กำหนด 8 คน

โดยสสร.ทั้ง 100 คน แม้กำหนดให้ยึดโยงกับประชาชน ผ่านการสมัครแต่ละจังหวัด ทว่าไม่อุดช่องที่จะให้ “นักการเมือง” ส่งเครือข่ายของตัวเองเข้ามาสมัคร ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กระบวนการแบบนี้เอื้อให้เกิดการ “ฮั้ว” ได้ตั้งแต่ต้นน้ำ

นอกจากนั้น ในการคัดกรอง “ผู้สมัคร” ที่จะทำหน้าที่ “สสร.” และเลือก “สสร.สำรอง” อีกเกือบ 300 คน ได้มอบอำนาจให้ “รัฐสภา” เป็นผู้เลือก โดยใช้หลักการเลือกจำนวน ตามสัดส่วนเสียงสส.และ สว. ซึ่งสูตรคล้ายกับ “20 หยิบ 1” ที่ “พรรคประชาชน” เสนอแนวทางไว้ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว เพื่อให้ “แฟร์” กับทุกฝ่าย ที่จะมีตัวแทนเข้าไปทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่ง “รัฐบาล” ปัดตก

เกมภูมิใจไทย แก้‘รธน.พลัส’  กลไกรวบอำนาจ เสี่ยงฮั้ว 'สสร.'

ทั้งนี้ “ฉบับปรับปรุงใหม่” ระบุไว้ว่า “การเลือก สสร.ต้องกำหนดสัดส่วนสสร. ตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของ สส.และ สว."

โดยกรณีของ “สส.” ให้กำหนดอัตราส่วนจากสส.ของแต่ละพรรคการเมือง เท่ากับว่า “พรรคการเมืองไหน” ครองเสียงข้างมากในสภาฯ เช่น “พรรคภูมิใจไทย” ที่มี สส. 190 เสียง ย่อมได้สิทธิ์ เลือก “สสร.” เข้าไปทำรัฐธรรมนูญใหม่ ที่มากกว่าพรรคอันดับรอง

ความเขี้ยวลากดินที่มากกว่านั้น ยังกำหนดให้อำนาจ “ประธานรัฐสภา” คือ “โสภณ” ผู้ที่มีสังกัดพรรคสีน้ำเงินออกหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก “สสร.” ของสองสภาฯ ใช้ปฏิบัติอีก ซึ่งในทางปฏิบัติมีช่องทางที่ทำให้เกิดข้อได้เปรียบต่อพรรคการเมืองที่จัดสัดส่วนแล้ว ครองเสียงข้างมากที่สุด

ต่อประเด็นนี้ “นิกร จำนง” สส.พรรคภูมิใจไทย บอกว่า การกำหนดให้ใช้สัดส่วนของ สส. และ สว. เพื่อเลือก “สสร.” เพื่อความยุติธรรมกับพรรคการเมืองที่มีสส. ซึ่งผ่านการเลือกตั้งมาจากประชาชน พรรคไหนได้ สส.มาก ย่อมได้สัดส่วนเลือก “สสร.” มากตาม 

เกมภูมิใจไทย แก้‘รธน.พลัส’  กลไกรวบอำนาจ เสี่ยงฮั้ว 'สสร.'

และวิธีกำหนดสัดส่วนยังรับประกันว่า “ฝ่ายค้าน” จะได้เลือกบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ สสร. ขณะที่รายละเอียด อาจเหมือนการคำนวณว่า แต่ละพรรคการเมือง จะได้โควตาประธานกรรมาธิการสามัญของสภาฯ กี่คณะ ส่วนการลงคะแนนว่า สัดส่วนไหนจะได้เลือก สสร.จากจังหวัดใด เป็นรายละเอียดที่ประธานรัฐสภาจะกำหนดหลักเกณฑ์

กับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน นอกจากกำหนดให้มี “สสร.” แล้ว ยังเขียนให้ สสร. เป็นผู้เลือกคณะทำงานอีก 2 คณะ คือ “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” จำนวน 45 คน มาจาก สสร. 30 คน และ สสร. ตามบัญชีสำรอง อีก 15 คน และ “คณะกรรมาธิการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน” จำนวน 45 คน มาจาก สสร. 15 คน มาจาก สสร.สำรอง 15 คน และ บุคคลภายนอก 15 คน

โดยทั้ง 3 คณะนี้ มีความสัมพันธ์กัน คือ กมธ.ยกร่างฯ ต้องทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามแนวทางที่ กมธ.รับฟังความคิดเห็นฯเสนอ ซึ่งกำหนดแนวทางว่า ต้องรับฟัง รวบรวมความคิดเห็นประชาชนอย่างทั่วถึง รอบด้าน เป็นระบบ พร้อมกำหนดให้ สส. สว. ครม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่แสดงความคิดเห็น และเสนอแนะ โดยความเห็นที่จะเสนอให้ทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ต้องให้สภา สสร. เห็นชอบก่อน

เท่ากับว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่ “ภูมิใจไทย”เสนอตัวร่าง ขีดเส้น ปูทางไว้แล้วว่า จะทำให้ “สสร.สีน้ำเงิน” เป็นเสียงข้างมากได้อย่างไร และในการรับฟังความคิดเห็นจะคุมโทนอย่างไร เพื่อให้ “กติกาสูงสุดของประเทศ” ยังคงเป็นประโยชน์กับพวกพ้องและตนเอง

เกมภูมิใจไทย แก้‘รธน.พลัส’  กลไกรวบอำนาจ เสี่ยงฮั้ว 'สสร.'

แม้ว่า “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของสีน้ำเงิน” ที่เสนอต่อรัฐสภารอบนี้ ยังไม่รู้ว่าจะถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงในชั้น “กมธ.” อย่างไร ทว่า เมื่อเดาทางที่ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ได้เปรียบเรื่องเสียงข้างมาก เชื่อได้ว่า จะไม่ยอมเป็น “ลูกไล่” หรือออกหน้าเกรงใจใครอีกต่อไป