กลายเป็นเรื่องให้โดนวิจารณ์อย่างหนักกับพฤติกรรมของ เสี่ยเฮ้ง สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีเดินปรี่เข้าไปชนนักข่าว ก่อนจะหล่นประโยคที่เรียกแขก “รู้จักกูน้อยไป”
หลังไม่พอใจนักข่าวที่จี้ถามกรณีกรมควบคุมมลพิษ ติดโผอันดับ 1 ของหน่วยงานที่มีการเรียกรับสินบน ตามผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ โดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน
แม้สุชาติจะแอ่นอกยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ลงมาขอโทษคู่กรณีแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่วายให้รัฐมนตรีจากเมืองชล กลายเป็นคนตำบลกระสุนตกอย่างเลี่ยงไม่ได้
จากนักการเมืองท้องถิ่น ที่ได้รับการสนับสนุนจากกำนันเป๊าะ สมชาย คุณปลื้ม ให้มีที่ทางทางการเมือง ก่อนขยับขึ้นชั้นเป็น สส.สมัยแรกในนามพรรคพลังชล ปี 54 และจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการมาร่วมทัพพลังประชารัฐ เมื่อปี 62 พร้อมสนธยา คุณปลื้ม และได้เป็น รมว.แรงงาน ซึ่งช่วยเสริมบทบาททางการเมืองให้ขยับขึ้นไปอีกขั้น จนเป็นที่มาของนิยามบ้านใหม่เมืองชล เติบโตเทียบรัศมีบ้านใหญ่คุณปลื้ม นับตั้งแต่นั้น
หลังจากพ้นเก้าอี้ รมว.แรงงาน มีหลายกรณีที่ตามหลอกหลอน ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างกว้างขวางถึงตัวของสุชาติ ว่ามีส่วนได้ส่วนเสียหรือไม่อย่างไร เช่น กรณีที่รักชนก ศรีนอก สส.กทม. และสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน เดินหน้าเปิดฉากตรวจสอบว่า สำนักงานประกันสังคม ในยุคสุชาติ เป็นจับกัง 1 ซื้อตึก Skyy9 มูลค่า 7,000 ล้าน แพงเกินจริง หรือมีอะไรไม่ชอบมาพากล
ก่อนลงเอยด้วยการฟ้องร้อง 2 สส.ส้ม ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท
อีกกรณีที่เป็นผลพวงจากการนั่งในตำแหน่ง“จับกัง 1” คือ กรณีมีส่งแรงงานไทยไปเก็บเบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์ จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าสุชาติ เข้าไปพัวพันกับผลประโยชน์หรือเก็บหัวคิวหรือไม่
กลายเป็นเรื่องเป็นราวถูกซักฟอกในสภาฯ แม้จะพ้นตำแหน่ง รมว.แรงงาน ไปแล้วก็ตาม เนื่องจากฝ่ายค้านสีส้มกังขาเรื่องคุณสมบัติเพราะได้ตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ ในยุคแพทองธาร ชินวัตร จนมีวิวาทะดุเดือดกับสหัสวัต ถึงขั้นหลุดคำสบถ“ไอห่า”กลางสภา
และการถูกตั้งข้อสังเกตกรณีเก็บเบอร์รี่นั้น ก็เป็นผลให้สุชาติ ฟ้องสื่อบางสำนักที่นำเสนอข่าวขุดคุ้ยเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างหนักหน่วง แม้จะถอนฟ้องภายหลังก็ตาม
วิถีทางทางการเมืองของสุชาติ ในการเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา ไม่เคยสวมเสื้อพรรคเดิมซ้ำ จากพลังประชารัฐ ปี 62 มารวมไทยสร้างชาติ ปี 66 และภูมิใจไทย ปี 69 แต่ครั้งล่าสุด ก็ต้องลุ้นเหนื่อยกว่าจะผ่านมาได้
เมื่อเขตเลือกตั้งที่ 1 ชลบุรี สุชาติ ใส่เสื้อสีน้ำเงิน ลงสมัครด้วยตัวเอง หลังปิดหีบผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฎว่าสุชาติ ชนะตามคาด แต่ประชาชนจำนวนหนึ่งมีข้อกังขา พยายามเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ และไม่ไว้วางใจเรื่องสถานที่เก็บบัตรลงคะแนน
ครั้งนั้น สุชาติ ก็ออกอาการเลือดขึ้นหน้า ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามในหลายโอกาส พร้อมกับท้าคนที่ปลุกปั่นอยู่ข้างหลังฉากจะกล้ารับผิดชอบหรือไม่ หากนับคะแนนใหม่แล้วผลออกมาเท่าเดิม คือสุชาติ เข้าป้าย
พร้อมกับเหน็บเด็กสีส้ม ว่า “ถ้าอยากกินอมยิ้มแล้วไม่ได้กิน มาร้องไห้งอแง อยากกินอมยิ้มให้ได้ อย่างนี้จะบริหารประเทศได้อย่างไร”
ถ้าย้อนกลับไปตอนเลือกตั้ง ปี 66 บนเวทีดีเบตที่ชลบุรี จัดโดยเครือเนชั่น สุชาติ ตอนนั้นสังกัดรวมไทยฯ และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงก้าวไกล โต้คารมกันไปมา จนสุชาติเกือบเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ทำท่าจะเดินปรี่เข้าไปหาธนาธร
หรือกรณีหลังเลือกตั้ง ปี 62 ระหว่างที่สุชาติ เดินทางไปอังกฤษ ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊คไล่ล่าธนาธร สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น ด้วยข้อความว่า
“กระผมสส.เฮ้งชลบุรี เขต 1 มาตามหา หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ BBC กับ คุณพรรณิการ์ วานิช กลับเมืองไทยเถอะ อย่าว่า หรือให้ร้ายประเทศไทยอีกเลยครับ สงสัยอะไรเลือกตั้งครั้งหน้า เชิญคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มาลง สส.เขต 1 ชลบุรี ผมจะต่อให้ 10,000 คะแนน เลิกเถอะครับ นิสัยแบบนี้ แพ้ไม่รู้จักแพ้ อายลูกอายหลาน จะอยู่เมืองไทยก็ต้องเคารพกฎหมายประเทศไทย ข้องใจมาเจอกันเลือกตั้งครั้งหน้า ต่อให้ 10,000 คะแนนครับ”
ความเป็นนักการเมืองในแบบของ สุชาติ หรือเฮ้ง เมืองชล กล้าได้กล้าเสีย ถึงมีโอกาสและจังหวะเติบโตแซงหน้าใครหลายคน จนถึงจุดสูงสุดผงาดนั่งรองนายกฯ ควบรมว.ทรัพยากรธรรมชาติ ในรัฐบาลอนุทิน 1 มาแล้ว
แต่ด้วยคาแรคเตอร์โผงผาง นักเลง สังคมเลยได้เห็นช็อตน๊อตหลุดอยู่บ่อยๆ เหมือนเคสล่าสุด “รู้จักกูน้อยไป” จนไอซ์ รักชนก โพสต์โจมตีอย่างหนัก จนโดนแจ้งความไปอีกดอก

