สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ยังอยู่ในสภาวะไม่แน่นอน นอกจากประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแล้ว ยังทำให้เห็นภัยความมั่นคงที่ซุกอยู่ใต้พรมมาอย่างยาวนาน ในรูปแบบอาชญากรรมข้ามชาติ และธุรกิจนอมินี
ภายหลังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) บูรณาการ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ สํานักตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสอบโรงเรียนแห่งหนึ่งบนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เปิดสถานรับเลี้ยงเด็กโดยไม่ได้รับอนุญาต พบเด็กสัญชาติอิสราเอล เกือบ 89 คน โดยมีชาวอิหร่าน และคนไทย ร่วมขบวนการ
เป็นที่มา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการด่วนให้ทุกพื้นที่เร่ง “เอกซเรย์”สถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ กวาดล้างกลุ่มคนต่างด้าว และนักท่องเที่ยวที่ทำผิดกฎหมายอย่างเข้มข้นภายใน 3 เดือน
แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้น กรณีอุบัติเหตุบนท้องถนน รถพลิกคว่ำ นำไปสู่การจับกุม “ซุน หมิงเฉิน” (Sun Mingchen) ผู้ต้องหาสัญชาติจีน หลังพบอาวุธสงครามซุกซ่อนอยู่ในรถคันดังกล่าว และเมื่อตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ จ.ชลบุรี ก็พบคลังแสงย่อมๆ หลายรายการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดินระเบิด C4 จำนวน 1 กล่อง น้ำหนัก 2,486.4 กรัม และ ดินระเบิด C4 จำนวน 2 แท่ง น้ำหนัก 1,173 กรัม (น้ำหนักรวม 4,832.4 กรัม) หรือประมาณ 16 ปอนด์ น้ำมันเบนซิน ถังละ 20 ลิตร 4 ถัง
กับดักระเบิดสังหารบุคคล POMZ2 (ฝักข้าวโพด) รัสเซีย 4 ลูก ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้าง แบบ BA/WA จำนวน 4 ลูก ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้าง แบบ K75 เกาหลี 1 ลูก ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้าง แบบ M6/01 พม่า หน้ากากกันแก๊สพิษ เป็นต้น
จากการสอบสวนพบว่า “ซุน หมิงเฉิน”เชื่อมโยงแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา และมีประวัติเข้าออกประเทศไทยตั้งแต่ปี 2567
เบื้องต้นตำรวจขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องคดีอาวุธ แจ้งข้อหา ทหารเรือ-พลเรือน รวม 5 คน และจับกุมปลัดอาวุโสอำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ พัวพันการสวมสิทธิให้คนต่างด้าว กรณีย้ายทะเบียนบ้าน “ซุน หมิงเฉิน”
ทั้ง 2 กรณีนี้ นอกจากสะท้อนให้เห็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ในวงการค้าอาวุธ และทำให้เห็นจุดอ่อน มาตรการฟรีวีซ่า ที่“คนมีสี-เจ้าหน้าที่รัฐ”เข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว “รัฐบาล”ยังถูกตั้งคำถาม ถึงความบกพร่องงานด้านข่าวกรอง ทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะคนนอกกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ
เป็นที่มา นายกฯ "อนุทิน ชาญวีรกูล” เรียกประชุม สรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงของประเทศ หรือ “ประชาคมข่าวกรอง” ให้หน่วยงานเกี่ยวข้องรับทราบ วันที่ 18 พ.ค.2569
โดยมีผู้เข้าร่วม อาทิ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ พล.ท.วณัฐ ลักษณสิริ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก พล.ร.ท.ณัฐพล พรหมขุนทอง เจ้ากรมข่าวทหารเรือ พล.อ.ท.อังคาร อินทรา เจ้ากรมข่าวทหารอากาศ พล.ท.สุเมธ พรหมตรุษ ผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย พล.ต.ท.ยสวินท์ หรรษมนตร์ ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล
“การสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงให้พวกเราได้รับทราบในวันนี้ เราได้ติดตามสถานการณ์โลก และบริบทด้านความมั่นคงในประเทศของเรามาโดยตลอด ซึ่งหน่วยข่าวกรองถือว่ามีความสำคัญที่สุดในการบริหารประเทศ” นายกฯ ระบุ
ฟาก “เหล่าทัพ” แม้จะอยู่ในช่วงสงบศึก แต่ยังคงสภาพพร้อมรบ เสริมสร้างความแข็งแกร่งและพัฒนาขีดความสามารถในเชิงรุก รองรับภัยคุกคามรอบประเทศ และสถานการณ์โลกเรื่องความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์
ท่ามกลางปัจจุบันสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อ การพัฒนาขีดความสามารถทางทหารของหลายประเทศทั่วโลก
โดยเฉพาะการนำระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ การตอบสนองต่อสถานการณ์ และการปฏิบัติการทางทหารในสงครามยุคใหม่ นำไปสู่แนวความคิดในการพัฒนาระบบอัตโนมัติ
ในการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ วันเดียวกันนี้(18 พ.ค.) โดยมี พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน พร้อมด้วย พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทร. และ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เข้าร่วม
“กองบัญชาการกองทัพไทย” ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถระบบอัตโนมัติของกองทัพไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองภัยคุกคาม มีความแม่นยำสูง ปฏิบัติงานได้ต่อเนื่องยาวนาน ลดการสูญเสียของกำลังพล และสามารถเชื่อมโยงการปฏิบัติในทุกมิติ ทั้งมิติทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ทางอวกาศ และทางไซเบอร์
พร้อมจัดตั้งหน่วยระบบอัตโนมัติและการป้องกันภัยทางอากาศร่วม ภายใต้หน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำแนวความคิดในการพัฒนาระบบอัตโนมัติของกองทัพไทย
“กองทัพบก” มีแนวคิดในการทำสงครามในสนามรบอัตโนมัติ 3 ระดับ ได้แก่ ระบบกึ่งอัตโนมัติ ระบบอัตโนมัติที่ต้องใช้มนุษย์กำกับดูแล และระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ กำหนดให้หน่วยบัญชาการสงครามไร้คนขับ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาสู่การทำสงครามในสนามรบอัตโนมัติแบบบูรณาการในทุกมิติ
ตลอดจนจะได้บูรณาการระบบอัตโนมัติเข้ากับพันธกิจการรบ 4 ด้านหลัก ได้แก่ พันธกิจการข่าวกรอง พันธกิจการควบคุมและบังคับบัญชา พันธกิจการยิง และพันธกิจการป้องกัน
“กองทัพเรือ” พัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติของกองทัพเรือ ซึ่งจะมีการใช้งานยานไร้คนขับแบบในภารกิจต่าง ๆ เช่น ข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ ลาดตระเวน การรบผิวน้ำ การปราบเรือดำน้ำ การปฏิบัติการสงครามทุ่นระเบิด เป็นต้น
“กองทัพอากาศ” พัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติ นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนภารกิจในด้านต่าง ๆ เช่น วิเคราะห์ข้อมูล การบริหารจัดการข้อมูล ระบบการเฝ้าระวัง และเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินสถานการณ์ โดยในด้านการบัญชาการและควบคุม จะยกระดับขีดความสามารถห้องบัญชาการและควบคุม ในการบูรณาการข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มีระบบบัญชาการอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับ AI ด้านการปฏิบัติการด้านการข่าว จะใช้ระบบ AI เพื่อบูรณาการข่าวกรองจากทุกมิติ อันจะนำไปสู่ภาพรวมของสถานการณ์
“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ได้นำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ มาพัฒนาการทำงานด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน เช่น ระบบการอ่านแผ่นป้ายทะเบียนโดยอัตโนมัติ เพื่อตรวจสอบติดตามรถยนต์ที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง และวิเคราะห์พฤติกรรมของรถยนต์ที่กระทำผิดกฎหมาย ระบบตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมืออัตโนมัติ
และโครงการพัฒนาการตรวจสอบประวัติการใช้ระบบรถยนต์ที่ใช้ AI สแกนใบหน้าของบุคคล โดยเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลหมายจับ หรือฐานข้อมูลบุคคล และระบบสำนวนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการสำนวนคดีแบบครบวงจร
งานด้านข่าวกรอง ถือมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของสถานการณ์ปัจจุบันที่ภัยคุกคามความมั่นคง มีความซับซ้อน คลุมเครือ และไม่แน่นอน ยากต่อการประเมินสถานการณ์ได้อย่างครอบคลุม และแม่นยำ
อีกทั้ง สภาพแวดล้อมการทำงานด้านการข่าวกรอง มีทั้งการแข่งขัน และการแบ่งปัน ระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน
จำเป็นที่รัฐบาลต้องเข้ามาบูรณาการทำงานให้เป็นเอกภาพ มีการแลกเปลี่ยน เชื่อมโยงฐานข้อมูล เพื่อให้สามารถติดตาม แจ้งเตือน ระงับ ยับยั้ง และป้องกันปัญหา ภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

