ที่ประชุมร่วมรัฐสภา นัดพิจารณาเรื่องด่วน และลงมติต่อการยืนยันร่างพระราชบัญญัติ 34 ฉบับ ที่ค้างมาจากสภาฯ ชุดที่ผ่านมา โดย "ครม.อนุทิน" ร้องขอให้สภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน เห็นชอบเดินหน้าต่อ
หากจำแนก 34 ฉบับที่ค้างมา จะพบว่าเป็นร่างกฎหมายที่ตั้งต้นมาจาก ครม.ชุดก่อนหน้า และเป็นร่างกฎหมายของฝ่ายบริหาร 18 ฉบับ เป็นร่างกฎหมายของสส. และภาคประชาชน ที่ครม.เสนอประกบ 3 ฉบับ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่รอในชั้นพิจารณาของกรรมาธิการ(กมธ.) วุฒิสภา
นอกจากนั้น พบว่าเป็นร่างที่เสนอโดย สส.12 ฉบับ ซึ่งหนึ่งในนั้นมี “ร่างพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น” ที่เสนอโดย “พรรคประชาชน” เพื่อปฏิรูปการเลือกตั้งท้องถิ่นให้เป็นไปในรูปแบบก้าวหน้า และยังมี ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือ “กฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมือง” ที่รอพิจารณาของกมธ.ของวุฒิสภา
อีก 1 ร่างกฎหมายของภาคประชาชน ที่เสนอโดย “สารี อ๋องสมหวัง" กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 21,111 คน คือ ร่างพ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ที่รอการพิจารณาวาระที่หนึ่งของสภาฯ
กับขั้นตอนของการพิจารณานั้น เมื่อ รัฐสภา เห็นชอบตามที่ “ครม.” เสนอ ร่างกฎหมายฉบับนั้นจะกลับไปสู่ขั้นตอนที่ค้างอยู่โดยอัตโนมัติ ยกเว้นว่า หากเป็นร่างกฎหมายที่อยู่ในขั้นตอน “กมธ.ของสภาฯ” ทางสภาฯ ต้องตั้งกมธ.ชุดใหม่ขึ้นมาพิจารณา ขณะที่วาระ กมธ.ของสว. เช่นเดียวกันที่ต้องให้ “วิปวุฒิสภา” สแกนก่อนว่า จะปรับเปลี่ยนกมธ.หรือให้ชุดเดิมทำงานต่อ
ใน 34 ฉบับที่รอให้รัฐสภาลงมติ มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน โดย
1. ร่างกฎหมายที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และส่งคืนสภาฯ 1 ฉบับ
2. อยู่ในชั้นกมธ.วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้วรอเข้าวาระพิจารณา 4 ฉบับ
3. อยู่ในชั้น กมธ.ของวุฒิสภา 3 ฉบับ
4. รอการพิจารณาของวุฒิสภาวาระที่หนึ่ง 5 ฉบับ
5. อยู่ในส่วนที่ “กมธ.สภาฯ” พิจารณาเสร็จแล้ว รอพิจารณาวาระสอง 5 ฉบับ
6. อยู่ระหว่างพิจารณาของ กมธ.สภาฯ 1 ฉบับ
7. รอพิจารณาวาระที่หนึ่ง 14 ฉบับ
ทว่า ในบรรดา 34 ร่างกฎหมายที่ “ครม.” เลือกมายืนยันต่อสภาฯ จากบรรดาร่างกฎหมายที่คาอยู่ 116 ฉบับ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 29.31% เท่านั้น ส่วนร่างกฎหมายอีก 82 ฉบับ ถูกปัดตกไปโดยปริยาย
ร่างกฎหมายส่วนใหญ่ที่ ครม.ไม่เลือกยืนยันกลับสู่สภาฯ พบว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประชาชน รวมถึงเป็นกฎหมายที่มีเจตจำนงเปิดโอกาสให้ “ประชาชน” มีส่วนร่วมทางการเมืองและกระจายอำนาจ
ก่อนหน้านั้น สว. “นรเศรษฐ์ ปรัชญากร” ประธานกมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา เรียกร้องให้รัฐบาล ยืนยันร่างกฎหมาย 9 ฉบับ แต่ “รัฐบาล” กลับเลือกยืนยันเพียง 3 ฉบับ ส่วนอีก 7 ฉบับ ถูกปัดให้ตกไป ได้แก่
1. ร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ที่เป็นกลไกให้ชุมชนตรวจสอบเอกชนที่ลักลอบเคลื่อนย้าย-ปล่อยสารพิษลงสู่พื้นที่สาธารณะ
2. ร่าง พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
3. ร่าง พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศ
4. ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพบริหารทรัพยากรบุคคล
5. ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 พ.ศ. ....
6. ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ราษฎรซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายทวงคืนผืนป่า
โดย “นรเศรษฐ์” แสดงความผิดหวัง เพราะร่างกฎหมายที่ว่านั้น ไม่ได้สะท้อนแค่ภาพการปรับปรุงโครงสร้างทางกฎหมาย เพื่อยกระดับสิทธิ เสรีภาพ คุณภาพชีวิตของประชาชนเท่านั้น แต่คือการสร้างเครื่องมือคุ้มครองสิทธิของประชาชน และเป็นกลไกสำคัญต่อการปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวม
เมื่อเทียบกับร่างกฎหมายที่ “ครม.-อนุทิน” ยืนยัน จะพบว่าเป็นอยู่ในกลุ่มของการปรับแก้กฎหมายท้องถิ่น ทั้งระดับ อบจ. อบต. เทศบาล จนถึง การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า ต้องการแก้ไขเพื่อจัดระเบียบ-รวบอำนาจการแต่งตั้งท้องถิ่น ที่บุคลากรล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการเมืองระดับชาติหรือไม่
นอกจากนั้น ยังมี ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหาย หรือการได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ ของพรรคประชาชน ที่รัฐบาลไม่ยืนยัน
แม้ว่าพรรคประชาชนจะเดินเกมโต้กลับ ให้ “เล่าฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล” สส.ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ ปัดฝุ่นและยื่นต่อสภาฯแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่รัฐบาลเลือกไม่ยืนยัน เพราะยังให้ความสำคัญกับ “สิทธิ-คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์-ประชาชน” ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐไม่มากพอ
ขณะเดียวกันนั้น ยังมีร่างกฎหมายเชิงยุทธศาสตร์ ของ “ฝ่ายการเมือง” ที่ “ครม.-อนุทิน” เลือกไม่ยืนยัน อาทิ ร่างพ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเสนอโดย รัฐบาล “แพทองธาร ชินวัตร” เพื่อหวังขยายขอบเขตของกฎหมาย ให้ “การท่าเรือ” ทำธุรกิจเพิ่มเติม ซึ่งสมัยที่ผ่านมา พรรคประชาชนจับตา และเดาทางว่า เพื่อปรับ “ท่าเรือคลองเตย” ให้เป็น “กาสิโน” และ “พรรคภูมิใจไทย” ออกหน้าคัดค้านเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่มาก่อน
ส่วนร่างกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของประเทศ อย่าง “ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่ค้างอยู่ในวาระสอง ของรัฐสภา รวมถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา 19 ฉบับ ไม่ได้ไปต่อเช่นกัน
ประเด็นนี้ มีคำอธิบายจาก “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ต่อเหตุผลที่ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ เพราะมีชนวนขัดแย้งว่าด้วยอำนาจ สว. จนนำไปสู่การยุบสภา เมื่อ 12 ธ.ค.
“หากรัฐบาลยืนยันกลับไป คาดเดาว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสภาฯ คงไม่ต่างกับเหตุการณ์ก่อนยุบสภาฯ และเชื่อว่าไม่สามารถโหวตในวาระ 3 ได้ ส่งผลให้เสียเวลา เพราะไม่สามารถเสนอญัตติที่มีลักษณะเหมือนกันในสมัยประชุมเดียวกันได้ และทำให้เจตนารมณ์ของผู้ออกไปทำประชามติเสียไป” ภราดร ชี้แจง
หลังจากที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี โยนการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นเรื่องของ “รัฐสภา” ทำให้ พรรคภูมิใจไทยเตรียมหารือในที่ประชุมสส. วันอังคารที่ 19 พ.ค.นี้ เพื่อยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) มาจากการคัดเลือกโดยกลไกรัฐสภา
แม้ว่าสิ่งที่ “ภราดร” สื่อสาร เพื่อยับยั้งสิ่งที่ “พรรคประชาชน” ตั้งถามรัฐบาล ต่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่15 พ.ค. ถึงความจริงใจ และปรารถนาให้รัฐบาลกางโรดแมปทำรัฐธรรมนูญ ตามผลประชามติ เมื่อ 8 ก.พ. แต่สิ่งที่รัฐบาลเลือกตอบไม่ตรงคำถาม จึงสะท้อนถึงเจตจำนง
ต่อจากนี้ ต้องจับตาว่า “รัฐบาล-อนุทิน” จะให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการกำหนดกติกาประเทศ รวมถึงร่างกฎหมายระดับรอง ที่มีผลต่อประชาชนในประเทศ เพื่อให้การจัดสรรประโยชน์เป็นไปด้วยความเสมอภาค และสมดุลทุกกลุ่มในสังคม หรือไม่

