รองเลขา กกต.เปิดแผนปราบทุจริตเลือกตั้ง ย้ำ 'โพยซื้อเสียง' ถ้าเจอต้องสาวให้ถึงต้นตอ แกะเส้นเงิน ยกบทเรียนม็อบชลบุรี จนท.ต้องนิ่ง ไม่ปะทะ สู้ด้วยข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569 ที่โรงแรมทรี ซิกตี้ไฟว์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บรรยายในหัวข้อ “สืบสวนสอบสวนและไต่สวนในการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา” โดยระบุว่า การเลือกตั้งเมืองพัทยาและกรุงเทพ มหานครครั้งนี้ถือเป็นช่วงเกือบท้ายของฤดูกาลเลือกตั้งใหญ่ หลังที่ผ่านมา กกต.ต้องทำงานหนักและเจอเหตุการณ์พิเศษหลายกรณี
ร.ต.อ.ชนินทร์ กล่าวว่า กระบวนการสืบสวนสอบสวนของ กกต.ไม่เหมือนกับตำรวจ เพราะมีขั้นตอนหลายชั้นและต้องผ่านการกลั่นกรองตามระเบียบ โดยคำร้องแบ่งเป็น 2 กรณี คือ คำร้องคัดค้านจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งต้องทำเป็นหนังสือ ใช้ถ้อยคำสุภาพ และเป็นเหตุแห่งคำร้องตามระเบียบ และอีกกรณีคือข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด พนักงานสืบสวนสอบสวน หรือข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐ
เมื่อพนักงานสืบสวนสอบสวนรับเรื่อง จะทำการตรวจสอบว่าคำร้องเป็นไปตามระเบียบหรือไม่ มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายหรือมีพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ ก่อนเสนอความเห็นต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดว่าจะรับคำร้องหรือไม่รับคำร้อง หากรับคำร้องจะมีคณะกรรมการไต่สวน 3 คน ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนเสนอความเห็นว่าจะลงโทษหรือยกคำร้อง และหาก กกต.มีมติลงโทษผู้กระทำผิด จะต้องส่งสำนวนให้ศาลพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง โดยความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งมีทั้งโทษจำคุก ปรับ หรือเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตามแต่กรณี
ร.ต.อ.ชนินทร์ กล่าวตอนหนึ่งว่า กกต. พยายามประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ว่าการรับซื้อเสียงเป็นความผิดตามกฎหมาย และมีโทษถึงจำคุก พร้อมย้ำว่าการปราบซื้อเสียงต้องขยายผลให้ถึงต้นตอ โดยโพยซื้อเสียงต้องขยายผลเหมือนเรื่องยาเสพติด พร้อมยกตัวอย่างว่า หากพบข้าวสารที่มีการเขียนชื่อพรรคการเมือง หรือพบบัตรประชาชนของบุคคลอื่นเกิน 10 ใบ ก็ถือเป็นข้อพิรุธที่ต้องตรวจสอบว่าพกมาเพื่อเหตุใด
นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า กกต.ทำงานร่วมกับตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของบุคคลเป้าหมาย และการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดได้ เพราะหากเปิดเผย ผู้กระทำผิดอาจรู้ตัวและปรับตัวได้ก่อน พร้อมยกตัวอย่างว่า หากจะจัดการเรื่องซื้อเสียงให้ได้ผล บางกรณีอาจต้องมีการเข้าตรวจค้นบ้าน เหมือนกรณีที่พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ลงพื้นที่จับกุมการซื้อเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ โดยระบุว่าแม้บ้านหลังนั้นอาจไม่ใช่บ้านของผู้แจกเงินโดยตรง แต่หากใช้สถานที่ในการกระทำผิด เจ้าของบ้านก็อาจมีความผิดได้เช่นกัน
พร้อมกันนี้ ยังกล่าวถึงบทเรียนจากสถานการณ์การชุมนุมในการเลือกตั้งที่ผ่านมาใน จ.ชลบุรี ให้มีการนับคะแนนใหม่ ว่าหากเกิดเหตุบานปลายหรือมีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ากดดัน เจ้าหน้าที่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ต้องนิ่ง ใจเย็น และใช้ข้อเท็จจริงรับมือสถาน การณ์ เราสู้ด้วยความจริง และอดทน ใครไม่อดทน ถือว่าแพ้

