อย่างที่รู้กันว่า “ศึกพ่อเมืองเสาชิงช้า” คือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(ผู้ว่ากทม.)และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)ทั้ง50เขต ที่กำลังนับถอยหลังช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนวันชี้ชะตาในวันที่ 28 มิ.ย.2569
โจทย์ใหญ่ของ “ค่ายสีฟ้า” พรรคประชาธิปัตย์รอบนี้ถือเดิมพันสูงลิบในการพลิกเกม เพื่อฟื้นกระแส “ประชาธิปัตย์ฟีเวอร์” ที่เคยรุ่งโรจน์ในอดีตในฐานะแกนนำในขั้วอนุรักษนิยมให้กลับคืนมา
ฉะนั้นการเลือกตั้งรอบนี้จึงเห็นได้ชัดว่า ยุทธศาสตร์ “พรรคสีฟ้า”ในสนามเมืองหลวง ยังจำเป็นต้องพึ่ง“กระแสพรรค” รวมถึงกระแสของ“เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่เริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เพื่อปูทางไปสู่สนามการเมืองในระดับต่อไป โดยเฉพาะสนามสส.ซึ่ง“พรรคฟ้า”ไร้ผู้แทนเป็นรอบที่3ในการเลือกตั้งสส.ที่ผ่านมา
ขณะที่ในส่วนของ “แคนดิเดตผู้ว่ากทม.” ตามสเปกซึ่ง “คีย์แมนฟ้า” เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ จะต้องเป็นคนที่รู้พื้นที่กทม.เป็นอย่างดีและเป็นคนที่เคยร่วมงานพรรคประชาธิปัตย์
ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ตำแหน่งผู้ท้าชิงจะถูกล็อกมงไว้ที่ “เดอะเจมส์” อนุชา บูรพชัยศรี อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง และอดีตสส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์
พลิกปูม “เดอะเจมส์” อนุชา แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเคยลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงที่การเมืองภายใน “ค่ายสีฟ้า” พลิกขั้ว หลังการเลือกตั้งปี2562 “ขั้วอภิสิทธิ์” ถอยฉาก ขณะที่“อนุชา”ลาออกไปรับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในปี2563
จากนั้นในเดือนเดือนม.ค.2566 ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และลงสมัครสส.ระบบบัญชีรายชื่อ ก่อนถูกเลื่อนลำดับขึ้นมาแทน “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ที่ลาออกจาการเป็นสส.บัญชีรายชื่อ
ขณะที่การเลือกตั้งครั้งล่าสุด “อนุชา” ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนอัสสัมชัญรุ่นเดียวกับ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงสมัครสส.บัญชีรายชื่อลำดับที่28 แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก ก่อนจะตัดสินใจลา"ค่ายเพื่อนหนู" เพื่อลงสมัครผู้ว่ากทม.ในนามประชาธิปัตย์ เมื่อช่วงต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา
อันที่จริงหากไล่เรียงเส้นทางตั้งแต่เริ่มเข้าสู่สนามการเมือง จะเห็นว่า “เดอะเจมส์” ผู้นี้ไม่ใช้คนอื่นไกลที่ไหน แต่ถือเป็นหนึ่งใน “เลือดแท้สีฟ้า” ที่เติบโตมากับพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะในยุคที่ “พรรคฟ้า” รุ่งโรจน์
โดยนอกเหนือจากจะเป็นคนรู้พื้นที่กทม.ตามสเปกที่ “หัวหน้ามาร์ค” ระบุแล้ว เขายังเคยเป็นสส.พรรคประชาธิปัตย์ สมัยแรกในปี 2550 โดยการเลือกตั้งครั้งนั้นเป็น “ระบบเขตใหญ่” 1เขต มีสส.3คน
“อนุชา” ลงชิงเขต 2 ประกอบด้วย เขตบางคอแหลม เขตสาทร เขตยานนาวา เขตคลองเตย และเขตวัฒนา ผลการเลือกตั้งครั้งนั้น “3ผู้สมัครปชป.” กำชัยทั้ง3คน ประกอบด้วย “กรณ์ จาติกวณิช” ได้คะแนน126,566 คะแนน “สมเกียรติ ฉันทวานิช” 124,808 คะแนน และ “อนุชา” 122,534 คะแนน
ถัดมาในการเลือกตั้ง ปี2554 มีการเปลี่ยนระบบเป็น “เขตเล็ก” 1คน1เขต “อนุชา” ลงชิงในนามประชาธิปัตย์ ในเขต4ซึ่งเป็นเขตเดิม ประกอบด้วยเขตคลองเตย และเขตวัฒนา รั้งแชมป์เป็นสมัยที่สอง ด้วยคะแนน 44,621 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งกว่าเท่าตัว
กระทั่งการเลือกตั้งปี 2562 ภายใต้กระแสที่เบียดชิงพื้นที่ และดึงคะแนนกันเองของ “ฝ่ายอนุรักษนิยม” ส่งผลให้ “อนุชา” ที่ลงชิงในนามประชาธิปัตย์เป็นสมัยที่3 หล่นไปอยู่อันดับ3 ด้วยคะแนน 13,890คะแนน โดยเสียแชมป์ให้กับ “กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา” จากพรรคพลังประชารัฐ ที่กำชัยด้วยคะแนน 27,620 คะแนน
ต่อมา “อนุชา”ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในช่วง“การเมืองสีฟ้า” เกิดการเปลี่ยนขั้วผลัดใบภายในในท้ายที่สุด
6ปีผ่านไป ในขณะนี้ที่“ค่ายสีฟ้า” มีการเปลี่ยนผ่าน “ดุลอำนาจ”ครั้งสำคัญเข้าสู่ยุค “อภิสิทธิ์ดรีมทีม” อีกครั้ง แถมมีขุนพลกทม.คนสำคัญอาทิ “กรณ์” และ “เดอะจั้ม” สกลธี ภัทยกุล ที่มีความคุ้นเคยกับ "อนุชา" เป็นอย่างดี
ไม่แปลก ที่ชื่อของ“เดอะเจมส์” จะเป็นชื่อแรกๆที่ถูกติดต่อทาบทามข้ามไปถึง “ค่ายเพื่อนหนู” และถูกล็อกมงเป็นตัวแทนพรรคฟ้า ในฐานะ “แคนดิเดตผู้ว่ากทม.” ในท้ายที่สุด
ต้องจับตาท่ามกลางศึกเมืองหลวง ซึ่งถือเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีที่กำลังขับเคี่ยวชิงชัยกันอย่างดุเดือดในเวลานี้ ในขณะที่โจทย์ใหญ่ของ“ค่ายสีฟ้า” ยังคงเดินยุทธศาสตร์พึ่ง“กระแสพรรค” รวมถึงตัว“หัวหน้าพรรค” ไม่ต่างจากชื่อของ“อนุชา” อดีตขุนพลกทม. ที่คัมแบ็คบ้านเก่าในรอบ6ปี
ต่างๆเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์ ชิงจังหวะ “พลิกเกม” เพื่อฟื้นกระแส “ประชาธิปัตย์ฟีเวอร์” ปลุกเลือกข้างในฐานะหัวขบวนพรรคอนุรักษนิยม ที่เคยรุ่งโรจน์ในอดีตให้กลับคืนมาได้มากน้อยเพียงใดอีกไม่กี่อึดใจจะได้รู้กัน!

