สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะเกิดปะทะรอบ 3 หรือไม่ พิจารณาท่าที “ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา ส่งสัญญาณถึง“รัฐบาลกัมพูชา” ไม่ให้ใช้การเจรจาทวิภาคีกับไทยแก้ปัญหาข้อพิพาททางทะเล หลังยกเลิก MOU44 แต่ให้ใช้ กลไกการบังคับให้ประนอมข้อพิพาท ก่อนเข้าสู่กระบวนการอื่น (Compulsory Conciliation) ของอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS
ส่วนนายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ไร้ข้อกังวลใด เพราะมองว่า ต่างฝ่ายต่างรับรู้ท่าทีกันแล้ว สำหรับฝ่ายไทยจะใช้กระบวนการตาม UNCLOS เช่นเดียวกัน แต่จะเจรจาในรูปแบบไหน อย่างไร ยังไม่ได้กำหนด เพราะไทยไม่เดือดร้อนอะไร
สัญญาณชี้ชัด หากกัมพูชายังดื้อแพ่ง ไม่ใช้การเจรจาทวิภาคี ฝ่ายไทยก็ยังไม่ขยับ เพราะปัจจุบันถือความได้เปรียบทุกด้านอยู่แล้ว และไม่มีปัจจัยใด มาลากไทยเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการได้ หากไม่ได้รับความยินยอมทั้งสองประเทศ
เช่นเดียวความขัดแย้งพื้นที่ทางบก “กองทัพภาคที่ 2” มีเหตุการณ์ยั่วยุจากทหารกัมพูชาเกิดขึ้นในพื้นที่โอร์เสม็ด ใกล้กับช่องจอม จ.สุรินทร์ แหล่งที่ตั้งสแกมเมอร์ ได้ตรวจพบทหารกัมพูชา 10-15 คน และชาวต่างชาติ 2 คน มีพฤติกรรมยั่วยุ เข้าใกล้แนวเขตลวดหนามและบันทึกวิดีโอ
แม้ทหารไทยได้แจ้งเตือนด้วยวาจาแต่ไม่เป็นผล จึงยิงเตือนไป 2 นัด ตามมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการรุกล้ำพื้นที่และป้องปรามการกระทำที่อาจขัดต่อข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) และเพื่อลดความตึงเครียดที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงบริเวณชายแดน
พลบค่ำวันเดียวกัน 13 พ.ค.ทหารกัมพูชา ยิงปืน 11 นัด จุดเริ่มต้นบริเวณเนิน 278 ทิศตะวันออกจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ก่อนจะไล่แนวยิงเรื่อยๆ มายังฝั่งตะวันออกของถนนเข้าสู่โอร์เสม็ด
พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า ผู้บังคับบัญชาระดับสูง รวมถึงรัฐบาลกัมพูชา มักพูดอย่างหนึ่ง แต่การปฏิบัติในพื้นที่กลับเป็นอีกแบบหนึ่ง นับตั้งแต่มีการหยุดยิง ยังคงได้ยินเสียงการยิงด้วยอาวุธปืนอย่างต่อเนื่อง บางครั้งเป็นเสียงระเบิด ซึ่งมองว่าเป็นพฤติกรรมยั่วยุ
ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เกิดเหตุลักษณะนี้หลายครั้ง และเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดแนว 400 กว่ากิโลเมตรชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกองกำลังในพื้นที่ได้รายงานข้อมูลเข้ามาตลอด
ส่วนอีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ แม้ตำรวจยังไม่พบข้อมูล “ซุน หมิงเฉิน” ผู้ต้องหาสัญชาติจีนถูกจับในความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและวัตถุระเบิดมีไว้ครอบครอง มีแผนก่อวินาศกรรมในประเทศไทย แต่ยังไม่ตัดประเด็นนี้ทิ้ง
เหตุ“ซุน หมิงเฉิน” มีทั้งพาสปอร์ตจีน และกัมพูชา เข้า-ออกไทยต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา
จากการตรวจค้นในโทรศัพท์ พบคลิปซ้อมยิงปืนโดยใช้ไก่เป็นเป้า การฝึกใช้อาวุธทางทหาร และปาระเบิดกับทหารกัมพูชา โดยมีจุดพิกัดบริเวณค่ายรบพิเศษ 911 กัมพูชา และได้ใช้แอปพลิเคชัน ChatGPT สอบถามแนวทางการก่อเหตุวินาศกรรมในสถานที่สำคัญ รวมถึงอนุภาคการทำลายล้างของระเบิดซีโฟร์
ขณะที่รัฐบาลไทยกำลังเดินเกมต่างประเทศ กดดันกัมพูชาให้ยอมรับกลไกเจรจาทวิภาคี ส่วนตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวนหาความเชื่อมโยง ขยายผล “ซุน หมิงเฉิน” ไปยังผู้เกี่ยวข้อง
ฟาก “เหล่าทัพ” ต้องดำรงความพร้อมรบรองรับสถานการณ์ชายแดนในอนาคต ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งทางบกและทางทะเล ด้วยการบูรณาการอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ และจัดหาเพิ่มเติมมาทดแทนที่เตรียมปลดประจำการ
อีกทั้ง เม.ย.ที่ผ่านมา กองทัพเรือกัมพูชาเสริมศักยภาพด้านความมั่นคงทางทะเล หลังได้รับมอบเรือเรือคอร์เวต Type 056 จำนวน 2 ลำจากจีน ใช้ในภารกิจลาดตระเวน และเฝ้าระวังปฏิบัติการชายฝั่ง รวมทั้งติดตั้งระบบป้องกันทางอากาศระยะใกล้ อาวุธต่อต้านเรือ และปืนใหญ่เรือ
แม้กองทัพเรือไทยจะยืนยันว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อศักยภาพปกป้องอธิปไตยทางทะเล เพราะกำลังทางเรือเหนือกว่า แต่ก็ไม่ประมาทเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวของกัมพูชาใกล้ชิด เนื่องจากเรือคอร์เวตติดขีปนาวุธนำวิถี Type 056 เทียบท่า ณ ท่าเรือแห่งที่ 1 ฐานทัพเรือเรียม ตรงข้ามเกาะกูด จ.ตราด ของไทย
ขณะที่ กองทัพเรืออยู่ระหว่างเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และพัฒนาขีดความสามารถในเชิงรุก ไม่ประมาทกับประเทศเล็กอย่างกัมพูชาที่ได้รับการสนับสนุนยุทโธปกรณ์ต่อเนื่อง แม้จะประสบปัญหาหนี้จากภาระผูกพันงบฯ หลายโครงการใหญ่พร้อมกัน ทำให้สำนักงบประมาณขอให้เลื่อนโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตลำที่ 2 ออกไปในปี 2571 เพื่อไม่ให้เกินอัตราเพดานหนี้ของรัฐบาลที่ตั้งไว้ และขยับไปตั้งโครงการในปี 2571 แทน
ทว่า มีความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตลำที่ 1 จำนวน 1 ลำ (เริ่มงบฯ ปี2569) ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกเอกชนเข้าดำเนินการ จาก 6 บริษัท 4 ประเทศ ที่ยื่นเอกสารเข้ามา และต้องผ่านขั้นตอนการจัดทำสัญญา และลงนาม คาดว่าจะทันก่อนพล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร.เกษียณ 30 ต.ค.นี้
สำหรับ เรือดำน้ำ S26T จำนวน 1 ลำ เริ่มปีงบประมาณ 2570 จ่ายงวดสุดท้าย คาดว่าจะส่งมอบปลายปี 2571 หรือต้นปี 2572 อย่างช้า
ฟากกองทัพอากาศ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. อยู่ระหว่างติดตามความคืบหน้าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ระยะที่ 1 (Gripen E/F) ณ เมืองสตอกโฮล์ม สวีเดน ซึ่งกำลังเข้าสู่สายการผลิตแล้ว
นอกจากนี้ การเตรียมกำลังรบทางอากาศ ทอ.เตรียมปรับแผนโครงการจัดหาเครื่องบินรบ ระยะที่ 2 และ 3 จากเดิม เฟสละ 4 ลำ โดยจะรวบโครงการทั้ง 2 เฟส มาอยู่ในโครงการระยะเดียวกัน ในงบประมาณปี 2571 โดย ทอ.จะเสนอขอจัดซื้อในครั้งเดียว 8 ลำ
เพื่อให้สอดรับด้วยสถานการณ์โลก สถานการณ์ในภูมิภาค และ สถานการณ์ปัญหาภัยคุกคามของประเทศไทย ทำให้ ทอ.ต้องการให้ได้เครื่องบินเข้าประจำการเร็วขึ้นในปี 2575 ทดแทน F-16 ที่ทยอยปลดประจำการ
ไม่ว่าสถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา จะพัฒนาการไปในทิศทางใด กองทัพจำเป็นต้องมีเขี้ยวเล็บมากพอ เพื่อคงความได้เปรียบ หากเดินเข้าสู่การเจรจา เรื่องผลประโยชน์ของชาติในอนาคต
ทว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวัง เมื่อไหร่ก็ตามชายแดนไทย-กัมพูชา ส่อเค้าปะทุรอบใหม่ สัญญาณชี้ชัด จะเกิดความวุ่นวายภายในประเทศไทยก่อนเสมอ ไม่ว่าจะปี 2554 ปี 2568 ขึ้นอยู่กับว่า จะออกมาในรูปแบบใด การยั่วยุ สร้างความแตกแยก แทรกแซงการเมือง ปล่อยเฟกนิวส์ หรือก่อวินาศกรรม

