ปฏิบัติการปูพรมค้นธุรกิจ “นอมินีต่างชาติ” บน “เกาะพะงัน-เกาะสมุย” จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นการขุดลึกลงไปบนยอดภูเขาน้ำแข็งธุรกิจท่องเที่ยวไทย หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่า “ต่างชาติ” ยึดทั้ง 2 เกาะสถานที่ท่องเที่ยวไทย ไปเรียบร้อยแล้ว
โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า บริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงัน และเกาะสมุย พบว่า มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ (16,811 ราย) ซึ่งบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนดังกล่าว มีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย และที่หลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งกรมได้หยิบยกขึ้นเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อมูลที่ได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี เกาะพะงัน และเกาะสมุย มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า จ.สุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัด จำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%)
สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) อังกฤษ 1,446 ราย (12%) รัสเซีย 1,205 ราย (10%) อิสราเอล 1,147 ราย (10%) เยอรมัน 608 ราย (5%) จีน 569 ราย (5%) อเมริกัน 444 ราย (4%) ออสเตรเลีย 335 ราย (3%) อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ เบลเยียม 222 ราย (2%)
ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันไปบ้างแล้ว พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) ใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ
(พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
1. สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด)
โดยเจ้าของสำนักงานแห่งนี้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท โดยได้ลงพื้นที่มีความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเอกสาร และคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี
2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า)
พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม
โดยพบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วน 49% และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี
(นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ลงพื้นที่เกาะพะงัน สั่งปราบนอมินีต่างชาติ เมื่อ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา)
"กรุงเทพธุรกิจ" ตรวจสอบข้อมูลขยายผล พบว่า สำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส ถูกจัดตั้งภายใต้ชื่อบริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด จดทะเบียนเมื่อ 9 เม.ย. 2567 ทุนปัจจุบัน 20 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 209/14 หมู่ที่ 1 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี วัตถุประสงค์ กิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการอื่น ๆ ซึ่งมิได้จัด ประเภทไว้ในที่อื่น ปรากฏชื่อ นางเข็มทอง คอนนอร์ เป็นกรรมการรายเดียว
นำส่งผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อ เม.ย. 2568 นางเข็มทอง คอนนอร์ สัญชาติไทย ถือหุ้นใหญ่สุด 80% และนายวันฉัตร ณ เชียงใหม่ ถือ 20% นำส่งงบการเงินล่าสุดปี 2567 สินทรัพย์รวม 5,207,441 บาท หนี้สินรวม 52,368 บาท รายได้รวม 241,641 บาท รายจ่ายรวม 47,800 บาท เสียภาษีเงินได้ 38,768 บาท กำไรสุทธิ 155,073 บาท
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ “เข็มทอง คอนนอร์” เจ้าของสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส เข้าไปเป็นกรรมการบริษัทอื่น ๆ อีกอย่างน้อย 67 แห่ง และเป็นผู้ถือหุ้นอีก 111 บริษัท รวมมูลค่ากว่า 150,688,611 บาท (เท่าที่ตรวจสอบพบ) ส่วนใหญ่คือธุรกิจท่องเที่ยว รีสอร์ท โรงแรม เป็นต้น เช่นเดียวกัน “วันฉัตร ณ เชียงใหม่” เป็นกรรมการบริษัทอื่น ๆ อีกอย่างน้อย 8 แห่ง และถือหุ้นอีก 23 บริษัท รวมมูลค่ากว่า 17,247,856 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจท่องเที่ยว และที่พักเช่นกัน
ส่วนโครงการก่อสร้างอาคารวิลล่า โครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม พบว่ามีเว็บไซต์จองห้องโรงแรมหรือรีสอร์ท https://hotels.cloudbeds.com/ มีการระบุถึง Sitaya Beachfront Villas ระบุที่ตั้งอยู่ที่ 69/34 หมู่ 4 เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 84280
โดยที่ตั้งดังกล่าวเมื่อสืบค้นพบว่า เป็นที่ตั้งเดียวกับ บริษัท ทอเรน พะงัน จำกัด ซึ่งมีชายชาวอิสราเอลเข้าไปถือหุ้นจริง ตรงกับข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยไปก่อนหน้านี้
โดยบริษัทแห่งนี้ จดทะเบียนเมื่อ 29 มี.ค. 2566 ทุนปัจจุบัน 4 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 69/34 หมู่ที่ 4 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี วัตถุประสงค์ ประกอบกิจการให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ การตลาด ด้านโฆษณา ด้านบริหารจัดการ ปรากฏชื่อกรรมการ 3 คนคือ นายชาย ทอเรน (สัญชาติอิสราเอล) นางอินบาล ลิฟว ทอเรน (สัญชาติอิสราเอล) และนายคณิต มาตรจินดา
นำส่งรายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อ ส.ค. 2568 บริษัท นางลิเดีย จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 31% ชาย ทอเรน ถือ 24.60% อินบาล ลิฟว ทอเรน ถือ 24.40% (ชาวอิสราเอล 2 คน ถือหุ้นรวม 49%) และคณิต มาตรจินดา ถือ 17% บริษัท ไอส์แลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ กรุ๊ป เกาะพะงัน จำกัด ถือหุ้น 3%
นำส่งงบการเงินล่าสุดปี 2567 สินทรัพย์รวม 27,598,503 บาท หนี้สินรวม 27,586,350 บาท ไม่มีรายได้ รายจ่ายรวม 34,846 บาท ขาดทุนสุทธิ 34,846 บาท ส่วนในปี 2566 ไม่มีรายได้เช่นกัน รายจ่ายรวม 3,000 บาท ขาดทุนสุทธิ 3,000 บาท
ที่น่าสนใจ บริษัท นางลิเดีย จำกัด เข้าไปถือหุ้นในธุรกิจต่าง ๆ อีกอย่างน้อย 45 แห่ง (เท่าที่ตรวจสอบพบ) เช่นเดียวกับ บริษัท ไอส์แลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ กรุ๊ป เกาะพะงัน จำกัด ถือหุ้นในบริษัทอื่น ๆ อีกอย่างน้อย 81 แห่ง รวมมูลค่ากว่า 56.9 ล้านบาท
ทั้งหมดคือข้อมูลเบื้องต้นของ 2 บริษัทที่ถูกกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดปฏิบัติการ “สแกนนอมินีต่างชาติ” จนสะเทือนไปทั้ง “เกาะพะงัน-เกาะสมุย” อยู่ในตอนนี้
อย่างไรก็ดีทั้ง 2 บริษัท และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องข้างต้น ยังมิได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ อยู่ระหว่างการตรวจสอบของกระบวนการยุติธรรมไทย จึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่

