วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม 2569

Login
Login

แกะรอยต่างชาติฮุบ 'เกาะพะงัน' เส้นเงิน ‘นอมินี’ ถือหุ้น 80 บริษัท

แกะรอยต่างชาติฮุบ 'เกาะพะงัน' เส้นเงิน ‘นอมินี’ ถือหุ้น 80 บริษัท

รัฐบาลเดินหน้าล้างบาง “นอมินีต่างชาติ” บนเกาะพะงัน หลังพบทุนต่างชาติใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้า ฮุบธุรกิจวิลลาหรู-อสังหาริมทรัพย์  

ล่าสุดเจ้าหน้าที่เปิดปฏิบัติการบุกตรวจ พร้อมแกะรอยเส้นทางเงินของบริษัทต้องสงสัย พบบางคนถือหุ้นนับ 80 บริษัท ปฏิบัติการบุกค้นพื้นที่เป้าหมาย 24 แห่งบนเกาะพะงัน เป็นหนึ่งในมาตรการตรวจสอบการประกอบธุรกิจของกลุ่มทุนต่างชาติ ที่เข้าข่ายใช้ “นอมินี” หรือการใช้ชื่อคนไทยถือครองธุรกิจแทน เป็นการเข้าข่ายหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญวันนี้ คือ พูลวิลลา หรู 6 หลังที่อยู่ริมชายหาดในพื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านโฉลกหลำ ตำบลเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งถูกตรวจสอบว่า เจ้าของ หรือผู้เช่าพื้นที่ในการประกอบธุรกิจ ทั้งหมดเป็นชาวอิสราเอล โดยเปิดให้เช่าในราคาคืนละ 30,000 บาท และให้เช่าขั้นต่ำอย่างน้อย 3 คืน

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก พบว่าเจ้าของที่ดินเป็นคนไทย และเป็นคนพื้นเพตำบลเกาะพะงัน ซึ่งทำสัญญาเช่ากับบริษัท เทย์เลอร์วิลล่า จำกัด จำนวน 3 ไร่ระยะเวลา 30 ปี เป็นเงินจำนวน 47 ล้านบาท โดยมีการแบ่งจ่ายเป็นงวด แต่ปัญหาที่ตามมาในวันนี้ซึ่งอาจจะเข้าข่ายนอมินีคือ มีการเปลี่ยนผู้เช่าจากเดิมที่เป็นคนไทยกลายเป็นต่างชาติ 100%

ข้อมูลของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้สแกนนิติบุคคลในพื้นที่เกาะพะงัน พบว่ามีนิติบุคคลมากถึง 4,761 ราย สะท้อนความจำเป็นที่รัฐต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น ว่ามีการใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือให้นอมินีบังหน้า เพื่อเลี่ยงกฎหมาย

การตรวจค้นเป้าหมายล่าสุด เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา รวมไปถึงการตรวจสอบสำนักงานทนายความแห่งหนึ่ง ที่มีข้อมูลว่าช่วยประสานงานทำธุรกรรม เกี่ยวกับการครอบครองอสังหาริมทรัพย์บนเกาะพะงันให้กับกลุ่มคนต่างด้าว ข้อมูลที่น่าตกใจพบว่าหนึ่งบุคคลถือหุ้นจดทะเบียนบริษัทมากถึง 80-90 บริษัท

อีกทั้งการตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมาย ธุรกิจของกลุ่มทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นที่เกาะพะงัน เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมถึงในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ล้วนมีรูปแบบที่คล้ายกัน จะแตกต่างกันเพียง ธุรกิจที่ดำเนินการ แต่พฤติกรรมส่วนใหญ่คือ มีการสวมรอยต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจ

ขณะเดียวกันศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติ และเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน” ตรวจค้นเครือข่ายต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี โดยเข้าปิดล้อมตรวจค้นบริษัทเป้าหมาย จำนวน 243 บริษัท พบบริษัทเข้าข่ายต้องสงสัยเป็นนอมินี และพบพิรุธเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำนวน 27 แห่ง เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดโฉนด 37 แปลง จำนวน 51 ไร่ 2 งาน มูลค่ารวม 150 ล้านบาท

พร้อมทั้งออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย สามารถจับกุมได้ 2 ราย เป็นชาวไทย กระทำความผิดในข้อหาช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ส่วนอีกรายเป็นบุคคลต่างด้าวซึ่งยังหลบหนี

นอกจากนี้ ยังตรวจพบการดำเนินการนิติบุคคลบนเกาะพะงัน ทั้งสิ้น 3,754 ราย ต่างชาติถือหุ้น 2,381 ราย โดยจะเน้นตรวจสอบเชิงลึกในกลุ่มที่ต้องสงสัยเป็นธุรกิจนอมินี มีต่างชาติลงทุนในอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดคือ ร้อยละ 49 การให้สิทธิคนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน กรณีตรวจพบคนไทยมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการในหลายบริษัท

“พล.ต.อ.สำราญ นวลมา” รอง ผบ.ตร. ได้ประชุมมอบนโยบาย และเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนเครือข่ายคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ในพื้นที่เกาะพะงัน โดยสั่งการให้เร่งสืบสวนสอบสวนกรณีพบพูลวิลลาที่มีการก่อสร้างผิดกฎหมาย ว่าผู้ถือหุ้นเป็นต่างชาติ และมีการใช้คนไทยถือครองลักษณะนอมินีหรือไม่

ล่าสุด วานนี้(13 พ.ค.69) “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่โรงเรียนเกาะพะงันศึกษา พบปะประชาชน และมอบนโยบายส่วนราชการ โดยระบุว่า เดินทางมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพราะเริ่มหนักข้อขึ้นทุกวัน เราเข้าใจดีว่านักท่องเที่ยวคนต่างชาติ ที่มาในประเทศไทยเอาเงินเข้ามา แต่ต้องไม่ยอมให้ใครมายึดถือครองที่ของพี่น้องทุกคน

“บนชายหาดเป็นของทุกคน ต้องทำให้เป็นระเบียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล จะจัดโซนนิ่งให้ ตรงไหนทำให้ได้ ที่ไม่ทำให้ธรรมชาติเสียหายเราทำเต็มที่ผ่อนสั้นผ่อนยาว กระทรวงทรัพยากรโดยกรมป่าไม้ กรมอุทยานมีหลักอยู่ เราสามารถร่วมมือกับท้องถิ่นท้องที่เทศบาล อบต. ที่จะจัดสรรพื้นที่ให้พี่น้องได้ทำกิน”

“อนุทิน” ระบุอีกว่า การลงพื้นที่เกาะพะงันครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพื่อติดตาม และจัดการกับการกระทำผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกาะพะงัน พร้อมเดินหน้าจัดระเบียบให้เกิดความเรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นธรรม และทำให้เกาะพะงันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าอยู่ น่าเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาใช้จ่าย และสร้างรายได้แก่ชุมชน

“ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากพบการกระทำผิดกฎหมายหรือพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ ขอให้แจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องเกรงกลัว” นายกฯ กล่าวย้ำ

หลังจากนี้ต้องติดตามแอกชันของ “รัฐบาล - หน่วยงานรัฐ” จะปราบปราม “นอมินีต่างชาติ” ที่เข้ามาฮุบสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย จะเอาจริงเอาจังแค่ไหน หรือขายผ้าเอาหน้ารอด

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์