วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

ดึงงบกลาง ทุนเลี้ยงชีพอดีต สส.-สว. วัดใจ เลิก‘สวัสดิการทะลุฟ้า’

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ต้นสัปดาห์ก่อน 7 พ.ค.2569 ได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ในสัดส่วนของ สส. และอดีตสส. หลังจากที่กรรมการฯ ในสัดส่วนสภาฯ ชุดเก่า หมดวาระลง จำนวน 8 คน

สำหรับกรรมการชุดใหม่ ที่เข้าไปแทน แบ่งเป็น สส.ปัจจุบัน 5 คน ได้แก่ สนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ จุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประยุทธ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย บุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม 

และอดีต สส. 3 คน ได้แก่ ประเสริฐ บุญเรือง อดีตสส.กาฬสินธุ์ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีต สส.นครปฐม พรรคก้าวไกล

ทว่า คณะกรรมการชุดนี้ ยังไม่สามารถนัดประชุมเพื่อพิจารณาอนุมัติสวัสดิการตามสิทธิได้ เพราะต้องรอกรรมการอีก 1 คน ในสัดส่วนของ “ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาฯ” ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปไม่เกินเดือน พ.ค.นี้ จึงจะทำให้องค์ประกอบของคณะกรรมการที่กฎหมายกำหนดให้มี 21 คน ครบถ้วนสมบูรณ์ และนัดประชุมเป็นคราวแรกของสภาฯ ชุดปัจจุบัน

ก่อนที่คณะกรรมการกองทุนฯ ชุดปัจจุบัน จะเริ่มต้นทำงาน ได้มีประเด็นที่ถูกเรียกร้องกลางสภาฯ ขอให้พิจารณาลดทอนสวัสดิการที่มอบให้ อดีตสมาชิกที่ได้ "มากเกินจำเป็น” โดยหัวหน้าพรรคไทยภักดี “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.บัญชีรายชื่อ ที่ออกโรง ชำแหละสวัสดิการที่ได้แบบ “ทะลุฟ้า” 2 ประเด็น พร้อมเสนอให้ตัดออก นั่นคือ

1.เงินทุนเลี้ยงชีพ หรือเงินบำนาญที่ใช้เงินภาษีประชาชน จ่ายเป็นเงินรายเดือน เลี้ยงอดีตสส.-สว. ตลอดชีวิต

2. สิทธิช่วยเหลือการศึกษาบุตร โดยเฉพาะในส่วนของบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ

“จุดที่ประชาชนคลางแคลงใจ คือ ช่วงนี้มี สส.บางคนลาออกไปเป็นรัฐมนตรี ไปลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. แต่กองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาไม่ได้ตัดสิทธิ ทำให้สส.ที่ลาออกไปเป็นรัฐมนตรี ได้รับ 2 เด้ง คือ เงินเดือนรัฐมนตรี และบำนาญของอดีต สส.หรือ สว.อีก”

ดึงงบกลาง ทุนเลี้ยงชีพอดีต สส.-สว. วัดใจ เลิก‘สวัสดิการทะลุฟ้า’

“ดังนั้น ฝากกรรมการกองทุน อย่าให้สิทธิที่มากเกินความจำเป็น เช่น ตัดค่าการศึกษาบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ เอาแค่โรงเรียนของรัฐ รวมถึงยกเลิกบำนาญ สส.และสว.” นพ.วรงค์ ระบุ

พร้อมปลุกกระแสแนวร่วมในรัฐสภา “ขอให้สส. และสว.ชุดปัจจุบัน แสดงเจตนารมณ์ ไม่ควรรับบำนาญอดีต สส.-สว.เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูประบบสภา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน”

ข้อเรียกร้องนี้ ถูกแยกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งสนับสนุนข้อเสนอของ นพ.วรงค์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ปรากฏตัวชัดเจน และ ฝ่ายที่คัดค้าน

เหตุผลหนึ่งที่ "ฝ่ายคัดค้าน" ยกมาเป็นข้อถกเถียง เพราะเห็นว่าสวัสดิการที่ให้กับอดีต สส.-สว.มีความจำเป็น โดยเฉพาะ “ทุนเลี้ยงชีพที่จ่ายเป็นรายเดือน”

ซึ่ง “สนอง เทพอักษรณรงค์” สส.อาวุโส หนึ่งในกรรมการกองทุน มองว่า “เบี้ยเลี้ยงชีพอดีตสส.-สว.จำเป็น เพราะไม่ใช่ สส.-สว.จะรวยทุกคน อดีต สส.บางคน ตายแล้วยังหาโลงศพใส่ไม่ได้” 

ดึงงบกลาง ทุนเลี้ยงชีพอดีต สส.-สว. วัดใจ เลิก‘สวัสดิการทะลุฟ้า’

ทว่า ในมุมนี้ “นพ.วรงค์” ชี้ว่า อาจมีความย้อนแย้ง เพราะขนาดส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติได้ ฐานะของ “อดีตสส.-สว.” ที่มาขอรับสวัสดิการนั้น คงไม่ต้องพูดถึง ว่าร่ำรวยขนาดไหน

“อย่าวัดว่า ใครจนใครรวย แต่วัดที่สำนึกความรับผิดชอบต่อประชาชน” หมอวรงค์ ระบุ

สำหรับสิทธิและสวัสดิการ กรณีการศึกษาบุตร ตามระเบียบกรรมการกองทุน เพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา เริ่มเมื่อ 13 ปีก่อน

ฉบับแรก ปี 2556 ลงวันที่ 17 ก.ย.2556 พบว่า ให้สิทธิเบิกจ่าย ให้บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของอดีตสส.-สว. ได้ตั้งแต่ชั้นประถม 1 (ป.1) หรือเทียบเท่า จำกัด 2 คน คือบุตรคนที่หนึ่ง และคนที่สอง โดยเบิกได้ทั้งเงินบำรุงการศึกษา-ค่าเล่าเรียน ในสถาบันการศึกษา ทั้งของรัฐที่สังกัด หรือในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนราชการอื่น หรือองค์การของรัฐบาลที่ ก.พ.รับรองคุณวุฒิ และสถานศึกษาของเอกชน รวมถึง “โรงเรียนนานาชาติ”

ทั้งนี้ ระเบียบของกองทุนฯ เคยมีการแก้ไขปรับปรุงมาแล้ว 5 ครั้ง แต่ในส่วนเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร ไม่พบว่าถูกปรับปรุงแม้แต่ครั้งเดียว

ขณะที่ “ทุนเลี้ยงชีพรายเดือน” มีการแก้ไขรวม 3 ครั้ง โดยเป็นเพียงสูตรคำนวณเบี้ยให้สอดคล้อง เหมาะสมกับสมัยที่ดำรงตำแหน่ง ซึ่งฉบับแก้ไขล่าสุดปี 2567 ปรับสูตร ให้อดีต สส.ที่ดำรงตำแหน่ง 1 เดือน ไม่เกิน 12 เดือน ได้รับทุน 30% ของเงินประจำตำแหน่งสุดท้าย และให้รับเป็นระยะ 4 เท่าของเวลาที่คำนวณเงินทุน

ดังนั้น หากประเด็นที่ “นพ.วรงค์” เรียกร้องจะบังเกิดผลในทางปฏิบัติ ทั้งตัดเงินช่วยเหลือกรณีการศึกษาบุตร และตัดบำนาญสส.-สว. ตลอดชีพ จึงจำเป็นต้องมีการ “แก้ไขกฎหมาย-ระเบียบ”

โดยเรื่องนี้ “นพ.วรงค์” บอกว่าไม่ต้องถึงขั้นให้ สส.เข้าชื่อ เพื่อขอแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 แต่สามารถแก้ไขเพียงระเบียบ ที่ตามมาตรา 12 ของกฎหมายกองทุนฯ กำหนดให้กรรมการกองทุนดำเนินการได้

“หาก สส. และ สว. ที่เป็นตัวแทน เข้าไปเป็นกรรมการกองทุน มีความสำนึก รับประเด็นที่ประชาชนคลางแคลงใจไปขับเคลื่อน และแก้ไขระเบียบ ไม่ให้อดีตสส. และอดีต สว. ได้รับสิทธิแบบทะลุฟ้า ย่อมทำได้ แต่ที่ผ่านมา คนที่เข้าไป ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ผลัดกันเกาหลัง เพราะเห็นแก่ประโยชน์ ทำให้สวัสดิการบางเรื่อง ให้มากเกินไป” หมอวรงค์ ระบุ

และอยากให้เร่งดำเนินการ เพราะคาดว่า แต่ละปีต้องจัดสรรงบประมาณซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ให้กับกองทุนเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี เพราะมีอดีต สส.เพิ่มมากขึ้น ตกปีละ 400-500 ล้านบาท รวมถึงอีกไม่นาน สว.ชุดปัจจุบันจะหมดวาระ และได้รับสิทธิได้เงินบำนาญไปตลอดชีวิต

จากสถิติ 3 ปีให้หลัง พบว่ากองทุนเลี้ยงชีพรายเดือน ต้องใช้งบประมาณอุดหนุนสูงขึ้นทุกปี

ปี 2567 ได้รับงบประมาณ 180 ล้านบาท แต่ใช้จริงไป 234 ล้านบาท

ปี 2568 ได้รับงบประมาณ 220 ล้านบาท แต่ใช้จริง 236 ล้านบาท จึงต้องของบฯ กลางมาเพิ่มอีก 287 ล้านบาท

ดึงงบกลาง ทุนเลี้ยงชีพอดีต สส.-สว. วัดใจ เลิก‘สวัสดิการทะลุฟ้า’

ปี 2569 พบว่า ได้รับจัดสรรงบประมาณ 420 ล้านบาท แต่ยังไม่ทราบยอดว่า ใช้จริงไปเท่าไร

สำหรับความเคลื่อนไหวของคณะกรรมกองทุนเลี้ยงชีพรายเดือน ต้องจับตาว่า จะนัดประชุมครั้งแรกเมื่อใด และจะมีวาระร้อน เข้าสู่การพิจารณาหรือไม่

ขณะที่ทางฝั่ง “สำนักงานเลขาธิการสภาฯ” ในฐานะเลขานุการกรรมการกองทุน พบว่า เมื่อ 20 เม.ย.2569 อนุกรรมการประเมินผลการดำเนินงานกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ที่มี “ศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม” รองเลขาธิการสภาฯ เป็นประธาน ได้ประชุมเพื่อพิจารณาวิเคราะห์ความมั่นคง ความเพียงพอของเงินกองทุน ต่อการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุน ประจำปีบัญชี 2569 รวมถึงพิจารณาแผนปฏิบัติการกองทุนฯ ประจำปีบัญชี 2569 (ฉบับปรับปรุง) และพิจารณาแผนปฏิบัติการกองทุน ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2570-2574) 

คาดว่าเป็นการเตรียมข้อมูลให้คณะกรรมการกองทุนฯ ที่ใกล้จะเรียกประชุมเป็นครั้งแรก หลังได้กรรมการครบทีมเร็วๆ นี้