วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

วิกฤติ กู้เงิน โอกาส ‘ประชาธิปัตย์’ พลิกศรัทธา ฟื้นกระแสการเมือง

วิกฤติ กู้เงิน โอกาส ‘ประชาธิปัตย์’ พลิกศรัทธา ฟื้นกระแสการเมือง

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า การพิจารณาเพื่ออนุมัติ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ตามกลไกรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคสาม ของ “สภาผู้แทนราษฎร” ต้องชะลอออกไปก่อน

หลัง “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ ส่งคำร้องของ “พรรคฝ่ายค้าน” ที่นำยื่นโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ไปยังให้ศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน โดยเฉพาะแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เข้าข่ายขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ และทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ลงเลขรับทางธุรการไว้แล้วเมื่อ 12 พ.ค.2569

ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญนั้น กำหนดขั้นตอนและกรอบเวลาของเรื่องนี้ไว้ ในมาตรา 173 วรรคสองว่า “ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องเพื่อวินิจฉัย” ดังนั้นสภาฯจะได้พิจารณา “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ต่อหรือไม่ ต้องรอไปจนกว่าที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งคาดว่าจะไม่เกินปลายเดือน ก.ค.นี้

ทว่ากว่าจะถึงวันนั้น “อนุทิน ชาญวีรกูล” ยังต้องเผชิญกับการ “เซาะกร่อนศรัทธา” จาก “ฝ่ายค้าน” ต่อความล้มเหลวของการแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน

วิกฤติ กู้เงิน โอกาส ‘ประชาธิปัตย์’ พลิกศรัทธา ฟื้นกระแสการเมือง

พร้อมกับมีข้อกล่าวหาเขย่า “องคาพยพรัฐบาล” ในประเด็นที่ว่า เหตุผลที่ปล่อยให้ราคาน้ำมันแพง-กักตุนน้ำมัน จนกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง-สินค้าราคาพุ่ง ประชาชนเดือดร้อน ล้วนมีเบื้องหลังคือ “คนในรัฐบาล” มีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้นายทุนพลังงาน-นายทุนพรรคการเมือง

ล่าสุด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขั้นไม่ทน กับคำอธิบายของ “นายกฯ” ที่บอกว่า “ต่างคนต่างทำหน้าที่ รัฐบาลทำเพื่อช่วยประชาชน ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน ไม่ใช่ว่าเขา (พรรคประชาธิปัตย์) ไม่เคยทำ” และถูกคนในรัฐบาลนำมาขยายเป็นคำชี้แจงต่อสาธารณะว่า “สถานการณ์แบบนี้ ก็มีคนเคยกู้ คนอื่นก็ทำ วันนี้ก็ทำเหมือนกัน”

ถึงขั้นนัดแถลงอย่างเป็นทางการ วานนี้ พร้อมกับอธิบายอย่างละเอียดว่า สถานการณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ ออก พ.ร.ก.เงินกู้ เมื่อปี 2552 ในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ไม่เหมือนกับ “วิกฤติพลังงาน” ที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

วิกฤติ กู้เงิน โอกาส ‘ประชาธิปัตย์’ พลิกศรัทธา ฟื้นกระแสการเมือง

พร้อมยกดัชนี ย้ำตัวเลขทางเศรษฐกิจ ของหน่วยงานของรัฐบาล ว่า ปัจจัยการเติบโตยังมี ขณะที่ภาคเอกชน อย่าง มูดี้ส์ ปรับอันดับให้ไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุน จึงไม่ใช่สถานการณ์ที่อ้างได้ว่า เป็นเหตุอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อการออก พ.ร.ก.เงินกู้

“คำพูดที่ว่าคนอื่นเคยทำ ต้องดูว่าสถานการณ์เหมือนกันหรือไม่ ฝนตก พายุหนักต้องใส่เสื้อ หรือใช้ร่ม หากฝนตกปรอยๆ จะอ้างว่าต้องทำทุกอย่างเหมือนกันนั้นไม่ใช่ ทั้งนี้รองนายกฯ บอกว่าไม่มีสิทธิตีความเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เพราะเป็นดุลยพินิจของรัฐบาล แต่ตามรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลต้องใช้ดุลยพินิจตามและเคารพกติกา ถ้าละเมิดฝ่ายค้านพร้อมจะตรวจสอบใช้กลไกอื่นต่อไปตามรัฐธรรมนูญ” อภิสิทธิ์ กล่าวย้ำ

ทั้งนี้เหตุที่ประชาธิปัตย์มั่นใจว่า การออก พ.ร.ก. เงินกู้รอบนี้ ไม่เข้าเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 พร้อมกับยกสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่ถึงขั้นวิกฤติที่ไร้ตัวช่วยตามกฎหมายปกติมาอธิบาย และ ชี้ว่า “รัฐบาล-อนุทิน” แก้ปัญหาไม่ถูกทางหรือไม่พยายามคลี่คลายวิกฤติที่มีตามหน้าที่ที่กฎหมายปกติให้อำนาจไว้

คือ ความพยายามชี้จุดสำคัญตามที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เคยวินิจฉัยวางเป็นแนวการออก พ.ร.ก.กู้เงินเอาไว้ เมื่อปี 2552 ซึ่ง ครานั้น “พรรคประชาธิปัตย์” เป็นรัฐบาลและออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 และ “พรรคเพื่อไทย” ขณะนั้นเป็นฝ่ายค้าน ยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า "ไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550”

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2552 ที่มี “ชัช ชลวร” เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้วาง บรรทัดฐาน “กรณีที่มีความฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้” โดยยกข้อเท็จจริงมาพิจารณา หลายกรณีประกอบกัน คือ

1.มูลค่าการส่งออกหดตัว

2.รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง

3.ภาคธุรกิจปิดหรือเลิกกิจการเพิ่มขึ้น

4.ปัญหาอัตราการว่างงานที่เพิ่มรวดเร็ว

5.แนวโน้มหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินสูงขึ้น

6.ความพยายามแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่พยายามทำทุกวิธีทาง แต่ภาวะเศรษฐกิจโลก และภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังชะลอต่อต่อเนื่อง

ประชาธิปัตย์เชื่อว่า หาก “รัฐบาล-อนุทิน” อ้างสถานการณ์วิกฤติ เพื่อเป็นเหตุออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อ 1.ช่วยเหลือประชาชน ในโครงการไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส เติมเงินในบัตรสวัสดิการ วงเงิน 2 แสนล้านบาท และ 2.เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (รถยนต์อีวี-โซลาร์รูฟ) วงเงิน 2 แสนล้านบาท

วิกฤติ กู้เงิน โอกาส ‘ประชาธิปัตย์’ พลิกศรัทธา ฟื้นกระแสการเมือง

แต่หากไม่เข้า 6 กรณีที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เคยมีแนวคำวินิจฉัย เมื่อ 3 มิ.ย. 2552 เชื่อได้ว่า พ.ร.ก.เงินกู้ ปี2569 “ก้อนที่ใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” จะไม่ได้ไปต่อ

ส่วนหนึ่งเพราะบทบัญญัติของ มาตรา 184 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็น “ฐานข้อกฎหมาย” ที่ศาลรัฐธรรมนูญปี2552 เป็นบทบัญญัติเดียวกันกับมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ทว่าในยุค ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนชุด และบริบททางการเมืองเปลี่ยนไป สิ่งที่ “ประชาธิปัตย์” หรือ “พรรคประชาชน” ฟันธง อาจจะไม่เป็นไปอย่างที่คิด

ไม่ว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทของ “อนุทิน” จะมีบทสรุปอย่างไร แต่จากการขยับของ “อภิสิทธิ์” รอบนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทำให้สังคมฉายสปอตไลต์มายัง “พรรคประชาธิปัตย์” มากขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งที่จะหนุนเสริม ให้ฟื้นกระแสนิยมทางการเมืองขึ้นมาได้