ส่องความเห็น 3 ป.ป.ช. เสียงข้างน้อย คดี ‘สุภา’ ภาษีชินคอร์ป 1.79 หมื่นล้าน เจาะห้วงเวลา 2552-2569 คดีคล้ายโดนดอง
จากกรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบกลาง ประทับรับฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อท.75/2569 ระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุด (พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต1) โจทก์ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง กับพวกรวม 3 ราย กรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คดีดำเลขที่ 03-3-1058/2564 ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่ 23 มิ.ย.2549 เรื่องหลักเกณฑ์ และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ฎีกา คดีแพ่ง และอุทธรณ์คดีศาลปกครอง
โดยสำนักงานป.ป.ช. ชี้มูลว่า เป็นการกระทำโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานสังกัดกระทรวงการคลัง ที่มีหน้าที่ในการเรียกเก็บภาษีอากร แต่กลับไม่อุทธรณ์คดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และเป็นหน้าที่โดยตรงที่จะต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง มูลค่า 17,900 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เม.ย. มติที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. (เฉพาะสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ชี้มูลความผิด และใกล้ขาดอายุความ) โดยลงมติ 4 : 3 ชี้มูลความผิดนางสาวสุภา ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลังกับพวกรวม 6 ราย และส่งสำนวนนี้ให้พนักงานอัยการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายไปแล้ว กรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คดีดำเลขที่ 03-3-1058/2564 ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่ 23 มิ.ย.2549 เรื่องหลักเกณฑ์ และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ฎีกาคดีแพ่ง และอุทธรณ์คดีศาลปกครองนั้น
แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. แจ้งว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. 4 : 3 ชี้มูลความผิดนางสาวสุภา กับพวกนั้น ในส่วนมติเสียงข้างน้อย 3 เสียง ประกอบด้วย นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ที่มีความเห็นไม่ชี้มูลความผิดนางสาวสุภา และให้ตีตกข้อกล่าวหานั้นมีรายละเอียดดังนี้
นายเพียรศักดิ์ ระบุว่า หลักเกณฑ์ และวิธีปฏิบัติที่ระบุไว้ในหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ตามที่เจ้าหน้าที่ระบุนั้นเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาในคดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเกินกว่าสิบล้านบาทและศาลได้พิจารณาให้ส่วนราชการ และศาลให้ส่วนราชการเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือพิพากษาให้ส่วนราชการชนะคดีไม่เต็มตามฟ้อง หากส่วนราชการเจ้าของคดี และอัยการเห็นตรงกันว่าคดีไม่ควรอุทธรณ์ฎีกาให้ดำเนินการอุทธรณ์ ฎีกาไปก่อน เนื่องจากเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์สูงแล้วส่งเรื่องกลับให้กระทรวงการคลังพิจารณาโดยเร็วหากต่อมากระทรวงการคลัง เห็นควรว่าไม่อุทธรณ์ ฎีกาก็ให้เจ้าหน้าที่แจ้งอัยการให้ถอนอุทธรณ์ ฎีกาต่อไป
ขณะเดียวกันยังเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์การป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับทางราชการ แต่ก็ยังให้อำนาจกระทรวงการคลังที่จะใช้ดุลพินิจว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ราชการ แต่ในทางปฏิบัติสำนักงานอัยการสูงสุดที่เป็นทนายความแก้ต่างให้กรมสรรพากรก็จะยังไม่อุทธรณ์ และขอขยายระยะเวลาออกไปก่อน ซึ่งไม่ทำให้เกิดความเสียหาย และยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตลอดเวลาที่ยังอยู่ในระยะเวลาที่ศาลอุทธรณ์ได้ขยาย เว้นแต่กรณีที่ไม่อาจขยายได้แล้วเช่นนี้จึงเป็นหน้าที่ตัวความ
โดยสำนักงานอัยการสูงสุดต้องดำเนินการยื่นอุทธรณ์ไปก่อนตามที่หนังสือ ว 44 กำหนด เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ และกรณีดังกล่าวนางสาวสุภาได้พิจารณามีความเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้อง และรอบคอบ ให้กรมสรรพากรตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าหุ้นที่กรมสรรพากรประเมินภาษีเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ (นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร) หากมิใช่โอกาสที่จะชนะคดีเป็นไปได้ยากก็เห็นสมควรไม่อุทธรณ์คดี
นายเพียรศักดิ์ ระบุว่า แต่หากหุ้นเป็นของโจทก์ทั้งสองโดยแท้ก็เห็นสมควรให้กรมสรรพากรดำเนินการอุทธรณ์ต่อไป ต่อมากรมสรรพากรพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีดังกล่าว ยังไม่พบแนวทางปฏิบัติประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสอง มิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง และมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะเป็นผู้มีภาระภาษีอากรการอุทธรณ์คดีต่อไปโอกาสชนะเป็นไปได้ยากเห็นควรไม่อุทธรณ์ และแจ้งให้อธิบดีอัยการสำนักงานภาษีอากรทราบ และเสนอเรื่องให้นางสาวสุภา ทราบ ซึ่งนางสาวสุภา มีความเห็นรับทราบดังนั้นการพิจารณาของนางสาวสุภา และผู้เกี่ยวข้องในกรณีนี้อยู่ในห้วงเวลาที่ยังไม่เลยกำหนดเวลาอุทธรณ์ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้แล้ว
“กรณีดังกล่าวยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ การพิจารณาไม่อุทธรณ์กรณีดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ ฉะนั้นจากการไต่สวนจึงยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่าการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นความผิดจึงเห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหก และให้ข้อกล่าวหาตกไป”
นายแมนรัตน์ ระบุว่า การที่นางสุภา (ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1) ลงนามในบันทึกข้อความกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง สำนักความรับผิดทางแพ่ง ด่วนที่สุด ที่ กค 0410.2/5716 วันที่ 25 มิ.ย.2554 เรื่องการพิจารณาอุทธรณ์คดีรายนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ถึงอธิบดีกรมสรรพากรนั้นเมื่อพิจารณาบันทึกข้อความดังกล่าวแผ่นที่หนึ่ง บรรทัดสุดท้ายว่า “จึงให้กรมสรรพากรตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้”
โดยในบันทึกข้อความแผ่นที่ 2 ก็ได้มีแนวทางกำหนดให้อธิบดีกรมสรรพากรไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เห็นว่าบันทึกข้อความดังกล่าวเป็นการสั่งกรมสรรพากรไปดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมยังมิได้เป็นกรณีที่กระทรวงการคลัง มีคำสั่งว่าจะให้อุทธรณ์หรือไม่กับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ดังนั้นการที่อธิบดีกรมสรรพากร (นายสาธิต รังคศิริ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2) ได้รับทราบข้อสั่งการดังกล่าวแล้วแต่กลับสั่งการให้สรรพากร ภาค 3 แจ้งสำนักงานอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์คดีโดยไม่เสนอข้อเท็จจริงการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาของกระทรวงการคลังตามข้อสั่งการนั้น ฉะนั้นการกระทำของนายสาธิต จึงมิชอบด้วยกฎหมาย และคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายสาธิต ฟังไม่ขึ้นส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำผิดจึงเห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหารายอื่น และให้ข้อกล่าวหาตกไป
ด้าน นายเอกวิทย์ ระบุว่า เห็นพ้องด้วยกับความเห็นของนายแมนรัตน์ และมีความเห็นเพิ่มเติมว่าการที่นายสาธิต ลงนามในบันทึกข้อความ กรมสรรพากร สำนักสืบสวนและคดี ด่วนที่สุด ที่ กค 0327/2561 วันที่ 8 เม.ย.2554 สั่งการให้สรรพากรภาค 3 แจ้งสำนักงานอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์คดี ซึ่งเกิดผลไม่มีการอุทธรณ์คดีนี้ และถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง เป็นการสั่งการโดยไม่มีอำนาจ ซึ่งอำนาจดังกล่าวเป็นของกระทรวงการคลัง ฉะนั้นการกระทำของนายสาธิต จึงมิชอบด้วยกฎหมาย และคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายสาธิต ฟังไม่ขึ้นส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำความผิด เห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหารายอื่น และให้ข้อกล่าวหาตกไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากศาลประทับรับฟ้องคดี มีกระแสข่าวว่ามีบุคลากรที่เป็นคณะทำงานของประธาน ป.ป.ช.บางราย ที่เป็นอนุกรรมการไต่สวนสำนวนนางสาวสุภา เช่น “นาย ธ.” มีความใกล้ชิดกับทนายความครอบครัวชินวัตร บางคน เพราะนามสกุลเดียวกัน รวมทั้งวิจารณ์ว่าป.ป.ช.เร่งรัดส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาในเวลาไม่กี่วัน เพราะคดีจะขาดอายุความในวันที่ 2 พ.ค.69 อาจมีสิ่งผิดปกติ
รายงานข่าวจาก ป.ป.ช. เเจ้งว่า นางสาวสุภา ในช่วงนั้นคณะอนุกรรมการไต่สวน และ นาย ธ. ได้เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาว่า สมควรตั้งไต่สวนนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง ในขณะนั้นกับพวก รวมทั้งนางสาวสุภา ด้วย ในเมื่อนางสาวสุภา ไม่ปฏิบัติตามตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ที่วางหลักไว้ว่าต้องอุทธรณ์ฎีกาไปก่อน ในคดีที่กระทรวงการคลัง แพ้หากจะถอนฟ้องจึงนำมาพิจารณาอีกครั้ง เเต่นางสาวสุภา ไม่ดำเนินการ และไปใช้วิธีอื่นเเทน นางสาวสุภา จึงปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ไม่ได้ เพราะกระทรวงการคลัง เกิดความเสียหาย 1.79 หมื่นล้านบาทไปแล้ว จากการไม่ปฏิบัติตามหนังสือข้างต้นของนางสาวสุภากับพวก
โดยคดีดังกล่าวเริ่มต้นปี 2552 และจะขาดอายุความในวันที่ 2 พ.ค.2569 เเต่มีคำถามว่า ตั้งแต่มีการร้องเรียนคดีนี้ ช่วงแรกกรรมการป.ป.ช.ที่รับผิดชอบคือ นายวิชา มหาคุณ เมื่อนายวิชาพ้นหน้าที่ (ดำรงตำแหน่งครบเก้าปีตามกฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับเก่า) นางสาวสุภา รับหน้าที่นี้ต่อ แม้มีเสียงทักท้วงว่าไม่เหมาะสม เพราะนางสาวสุภา เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสำนวนนี้ แต่ช่วงนั้นนางสาวสุภา ยืนยันขอทำหน้าที่นี้จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้มติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงคะแนนการเปลี่ยนตัวนางสาวสุภาออกจากสำนวนนี้ พร้อมทั้งให้กรรมการ ป.ป.ช. รายอื่นมาทำหน้าที่เเทน สำนวนนี้จึงดำเนินการไต่สวน ลงมติ ส่งฟ้อง และไม่ขาดอายุความ
“ตรงนี้น่าตั้งข้อสังเกตมากกว่าว่าช่วงนั้นทำไมนายวิชา ดำเนินการไต่สวนไม่เสร็จ และทำไมนางสาวสุภา มารับหน้าที่ต่อ เเละไต่สวนตัวเองทั้งๆ ที่มีเสียงคัดค้านจนสุดท้ายนางสาวสุภาจึงยอมถอนตัว การกระทำข้างต้นมีเหตุผลเช่นใด นายวิชา เเละนางสาวสุภา ควรชี้เเจงกับสังคม”
แหล่งข่าวจาก ป.ป.ช. เเจ้งว่า ส่วนการตั้งข้อสังเกต นาย ธ. กับทนายความครอบครัวชินวัตรบางคนมีนามสกุลเดียวกันนั้น ทราบว่า นาย ธ. ยอมรับว่าจริงเพราะเป็นพี่น้องกัน แต่ทั้งสองคนประกอบอาขีพด้านกฎหมาย และมีใบอนุญาตประกอบอาชีพทนายความคนละใบ จึงไม่จำเป็นต้องมีมุมมองในการทำหน้าที่ทนายความ ฝ่ายกฎหมายเหมือนกันทุกกรณี
“หากนาย ธ. ทำตามความต้องการของพี่ชาย นาย ธ. ก็ควรที่จะเสนอความเห็นไปในทางที่เป็นคุณกับนางสาวสุภาในสำนวนนี้ เพราะการที่นางสาวสุภา เสนอไม่อุทธรณ์ 1.79 หมื่นล้านบาท จะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายพี่ชายของนาย ธ.ซึ่งเป็นทนายความคดีดังกล่าวของครอบครัวชินวัตร” เเหล่งข่าวระบุ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

