วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'ภคมน' บี้ 'พิพัฒน์' ทำงานต่อ ปัดบอก บ.อาม่า ซื้อที่รับแลนด์บริดจ์

'ภคมน' บี้ 'พิพัฒน์' ทำงานต่อ ปัดบอก บ.อาม่า ซื้อที่รับแลนด์บริดจ์

โฆษก ปชน.ไล่บี้ 'พิพัฒน์' ต่อ ให้ปกป้องผลประโยชน์ชาติ ทำหน้าที่ รมว.คมนาคม ก่อนทำเพื่อวงศาคณาญาติ ปัดบอก 'บ.อาม่า' กว้านซื้อที่ 500 ไร่รับแลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2569 ที่พรรคประชาชน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีบริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ไม่ได้มีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ รองรับโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่า เรื่องนี้ได้แถลงข่าวในการประชุม ครม.เงาครั้งที่ 1 กล่าวว่า “เสียดาย ที่ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ยกเลิกการลงพื้นที่ ดิฉันอยากให้ท่านลงพื้นที่ไปรับฟังประชาชนจริงๆ ถ้าท่านไม่รู้ว่าต้องไปรับฟังตรงไหน ดิฉันแนะนำให้ไปที่ อ่าวเคย จังหวัดระนอง เพราะตอนนี้มีการกว้านซื้อที่ดินไปแล้วประมาณ 500 ไร่ ซึ่งเป็นบริษัทนอมินี และคนในพื้นที่รู้จักและเรียกกันว่า อาม่า "

น.ส.ภคมน กล่าวว่า ไม่มีประโยคตรงไหนเลยที่บอกว่า เป็นบริษัท อาม่า แต่เมื่อมีการชี้แจงจากบริษัท อาม่า ก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าขอเรียกร้องให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และท่านเองก็เป็นคนออกตัวแรงที่สุด ในการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ในภาคใต้ ตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องการกว้านซื้อ

ดังนั้นจึงเรียกร้องว่า การที่จะมีนายทุนกว้านซื้อที่ดิน และครอบครองทรัพยากรส่วนใหญ่ในภูมิภาคและจังหวัดต่าง ๆ น่าจะต้องเป็นหน้าที่รัฐบาล ในการเข้าไปตรวจสอบ เพราะการที่รัฐบาลบอกว่า แลนด์บริดจ์จะสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างเงินอะไรก็ตามให้กับภาคใต้ แต่ว่า วันนี้ทรัพยากรส่วนใหญ่อยู่ในมือนายทุนแล้ว แล้วจะสร้างอย่างไร และสุดท้ายงาน หรือเงินที่จะสร้าง จะตกไปอยู่ที่กระเป๋าใคร แน่นอนว่า ไม่ใช่ประชาชน

น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า การกว้านซื้อที่ดินในวันนี้ แม้ว่า จะไม่มีโฉนด แต่นายทุนเหล่านั้นกลับยินดีที่จะซื้อที่ดิน และบอกกับประชาชนว่า “เขาสามารถที่จะซื้อได้ และสามารถทำให้เป็นโฉนดได้” ซึ่งข้อความเหล่านี้ในฐานะบุคคลที่มีอำนาจต้องเข้าไปตรวจสอบว่า มีหน่วยงานไหนที่เข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง ที่จะแปลสภาพที่ดินที่ไม่มีโฉนด ให้เป็นที่ดินที่มีโฉนดได้ ซึ่งต้องเข้าไปตรวจสอบว่า มีใครครอบครองที่ดินส่วนใหญ่ในภูมิภาคนั้น ๆ บ้าง แต่ก็เข้าใจได้ว่า

ช่วงที่ผ่านมานายพิพัฒน์เจอวิกฤตน้ำมัน ก็อาจจะเจอเข้าไปหลายหมัด อาจจะมึนไปหน่อย พอวันนี้ได้ยินคำว่า “อาม่า” ประกอบกับมีบริษัทของน้องชายที่ชื่อบริษัท อาม่า มารีน ก็เลยรีบแถลงข่าว ซึ่งตนคิดว่า การออกมาชี้แจงธุรกิจ หรือทรัพย์สินส่วนตัว แน่นอนว่า เป็นขั้นตอนต่อไป ก็ต้องมีการตรวจสอบกันอยู่แล้วว่า ธุรกิจของน้องชายนายพิพัฒน์มีประโยชน์ทับซ้อนกับโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ เพียงแต่ว่า มันผิดจังหวะไปหน่อย

"เรียกร้องนายพิพัฒน์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่กลับเป็นว่า นายพิพัฒน์ได้ออกมาชี้แจง และพิสูจน์ตัวเองด้วยธุรกิจส่วนตัว ยืนยันว่าเราเรียกร้องให้ท่านตรวจสอบความโปร่งใส การถือครองทรัพยากร เพื่อประโยชน์ของประเทศ แต่กลับออกมาชี้แจงความโปร่งใสส่วนตัว ซึ่งเรื่องนี้เมื่อตนอ่านข่าวแล้วก็อมยิ้ม" น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า วันนี้อยากให้นายพิพัฒน์เริ่มต้นทำงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก่อน ส่วนขั้นตอนต่อไป จะมีการพิสูจน์กันว่า ท่านมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ไม่ต้องเป็นห่วงจะมีการตรวจสอบอย่างแน่นอน และยิ่งที่ออกมาบอกว่า ไม่เกี่ยวแบบนี้ เชื่อว่า วันนี้ประชาชนคงเริ่มสงสัยแล้ว ดังนั้นต้องเริ่มต้นให้ถูกก่อน ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกก่อน ซึ่งทรัพยากรส่วนใหญ่ในประเทศ หากย้อนกลับไปดูโดยเฉพาะธุรกิจพลังงาน หากจะบอกว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น ก็มองว่า ไม่ใช่อย่างแน่นอน เพราะไม่มีธุรกิจขนาดใหญ่ที่ครอบครองทรัพยากรในประเทศนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือผู้มีอำนาจ ดังนั้นตนมองว่า นี่คือหน้าที่รัฐบาล และหน้าที่ของนายพิพัฒน์โดยตรงที่จะต้องไปตรวจสอบ

“นายพิพัฒน์ได้พิสูจน์ตัวเองแน่ ๆ แต่วันนี้เอาเรื่องในฐานะที่เป็นรัฐมนตรี ที่ต้องทำเพื่อบ้านเพื่อเมืองก่อน แล้วค่อยทำเพื่อครอบครัว วงศาคณาญาติ” น.ส.ภคมน กล่าว

เมื่อถามว่า จากการแถลงข่าวของบริษัท อาม่า เมื่อวานนี้ ส่วนใหญ่คนจับจ้องที่คนแถลงข่าวซึ่งมีนามสกุล “รัชกิจประการ” อาจส่งผลให้ประชาชนไม่มั่นใจ น.ส.ภคมน กล่าวว่า ยิ่งออกมาบอกว่า ไม่เกี่ยว ที่วันนี้รีบออกตัวเรื่องต่างๆ กลายเป็นว่า ประชาชนยิ่งจับจ้อง ก็ช่วยไม่ได้ คิดว่าหลังจากนี้หากมีการตรวจสอบกันในลำดับต่อไป ก็เป็นหน้าที่ของนายพิพัฒน์ ที่ต้องยืนยันความโปร่งใส แต่วันนี้สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องคือ ให้ท่านช่วยปกป้องประเทศชาติ ทรัพยากรของชาติ และปกป้องประชาชน ก่อนที่จะปกป้องเงินในกระเป๋าของครอบครัว แน่นอนว่า การเป็นรัฐมนตรี หากมีดำเนินการใดก็ตามที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ก็จะถูกตรวจสอบ และถูกตั้งคำถามจากพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว