การคืนสู่อิสรภาพของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ภายใต้ปริศนา “จำศีล 8 เดือน ตอนนี้จำอะไรไม่ได้แล้ว” กำลังถูกจับตาว่า ก้าวย่างของ “นายใหญ่” และผู้นำหลังม่านพรรคเพื่อไทย ในวันที่ไร้พันธนาการ ถึงที่สุดจะ “ถอยฉาก” การเมืองเพื่อส่งไม้ต่อเจนใหม่ขึ้นมาแทนที่ หรือแท้จริงแล้ว จะเป็นเพียงแค่การเล่นบท “เสือหมอบ” รักษาบาดแผล และความเจ็บช้ำ ซุ่มรอจังหวะเอาคืนหลังจากนี้กันแน่
ท่ามกลาง “มรสุมนิติสงคราม” ของอดีตนายกฯ ตลอดช่วงที่ผ่านมา จนถึงเวลานี้ “ทักษิณ” ยังเหลือที่คดีค้างอยู่ในศาลอีก 1 คดี คือ กรณีให้สัมภาษณ์สื่อทีวีเกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 ซึ่งถูกกล่าวหาว่า มีเนื้อหากระทบสถาบัน คดีนี้อัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง “ทักษิณ” เป็นจำเลย ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2567 ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
โดยคดีนี้ศาลอาญาได้ “ยกฟ้อง”อดีตนายกฯ เมื่อ 22 ส.ค.2568 ก่อนที่ต่อมา อัยการโจทย์จะยื่นอุทธรณ์คดี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งตามกระบวนการ หากศาลอุทธรณ์มีความเห็นอย่างไร ก็จะส่งกลับไปยังศาลอาญา ก่อนนัดคู่ความมาฟังคำพิพากษาต่อไป
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ มีการประเมินทิศทางคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ โดยเทียบเคียงคดีในอดีต มีโอกาสเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง ทั้ง “เห็นพ้อง” ตามศาลอาญาคือ ให้ “ยกฟ้อง” หรือ “เห็นค้าน” ให้ “สั่งฟ้อง”
ไหนจะคดีความของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ น้องสาวนายใหญ่ ที่ลี้ภัยในต่างประเทศ เนื่องจากยังมีคดีติดตัว กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 5 ปี
โดยในส่วนของ “คดีอาญา” นั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะ “ไม่นับอายุความ” กรณีจำเลยหลบหนี ที่อาจต้องลุ้นทั้ง “เกมต่อรอง” รวมถึง “สัญญาณพิเศษ” ภายใต้เกมอำนาจบน “กระดานการเมือง” ในวันที่ดุลเปลี่ยนสี มี “สีน้ำเงิน”คุมแทบทุกองคาพยพ
ขณะที่ “ฝั่งแดง” แม้เวลานี้จะอยู่ในสถานะพันธมิตรการเมือง “พรรคร่วมรัฐบาล” แต่ภายใต้สารพัดปมร้อนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
จึงต้องจับตาว่า ภายใต้ดุลอำนาจที่มองเผินๆ เหมือนเปิดโหมดรอมชอม แต่ลึกๆ แล้ว ยังมีคลื่นใต้น้ำที่รอจังหวะกระเพื่อมอีกครั้งหรือไม่
โดยเฉพาะล่าสุด กรณีที่ “ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์” เลขานุการ รมว.มหาดไทย ซึ่งรู้กันทั้งบางว่า เป็นสายตรง “ครูใหญ่สีน้ำเงิน” เตรียมหารือฝ่ายกฎหมาย เพื่อดำเนินการต่อกรณีที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม(ก.พ.ค.) มีมติเสียงข้างมาก กรณีที่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” อดีต รมว.มหาดไทย “ขุนพลนายใหญ่” และ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งโยกย้ายให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ลึกๆ แล้วอาจกำลังสะท้อนฉาก “สงครามตัวแทน” ของฝั่ง “น้ำเงิน” และ “แดง”
ฉะนั้น แม้ท่าทีของล่าสุด “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ยังคงคอนเซปต์ “หนูหวานเจี๊ยบ” ไม่ปะทะ พูดในฐานะเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของอดีตนายกฯ ทักษิณ ว่า มีโอกาสที่จะไปพบส่วนตัว ในฐานะคนที่เรารู้จัก และเคารพนับถือกันมา
แต่จนถึงเวลานี้ ยังทิ้งไว้ซึ่งปริศนา ความสัมพันธ์ระหว่าง “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่สีน้ำเงิน และผู้นำหลังม่านสีน้ำเงินตัวจริง และ “นายใหญ่ค่ายแดง” จากรอยร้าวในอดีต จนถึงเวลานี้ บาดแผลระหว่าง “2 ผู้มากบารมี” จะถูก “ตัดจบ” สยบปมร้าว หรือแท้จริงแล้วยังคงไว้ซึ่ง “แผลลึก” แบบเจ็บๆ ไม่มีวันจางกันแน่
ยิ่งในยามที่ “สีน้ำเงิน” ถือดุลอำนาจแบบเบ็ดเสร็จบนกระดานอำนาจด้วยแล้ว ย่อมต้องจับตาเกมการเมือง ที่ต่างฝ่ายต่างยัง “ซ่อนไพ่” ต่อรอง ไว้อีกหลายใบ
ฉะนั้น หากจะนิยามคำว่า “จำศีล” ในทางสำนวน หรือการเมืองตามวลีของ “ทักษิณ” แท้จริงแล้ว หมายถึงการ “พักงาน” หรือหยุดพัก เพื่อ “รอจังหวะเวลา” พลิกเกมเท่านั้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

