ภัยความมั่นคงคืบคลานเข้าใกล้ตัว “คนไทย” เสมือนภัยเงียบที่ก่อตัวอยู่ในเงามืด ปฏิบัติการเงียบใต้ดิน ไม่มีสัญญาณบ่งชี้การก่อเหตุ แต่เมื่อถึงเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝัน มักจะสร้างความเสียหายในหลายมิติ
ปมสำคัญที่เป็นความสุ่มเสี่ยง จนมีกระแสเรียกร้องจากประชาชน ให้รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาความไม่มั่นคง ความไม่ปลอดภัย คือ กรณี “ชาวต่างชาติ” เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศ โดยใช้คนไทยเป็น “นอมินี” เข้าไปดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ล็อกเป้าที่ เกาะสมุย - เกาะพงัน
ข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จากการสแกนข้อมูลบริษัทในหลายจังหวัดท่องเที่ยว พบว่ามีความเสี่ยงเข้าข่ายการดำเนินธุรกิจผ่านนอมินีจำนวนมาก โดยมีรูปแบบซับซ้อน ชาวต่างชาติบางกลุ่ม รวมตัวแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพยากรของประเทศ ขณะเดียวกันมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนในพื้นที่
“ดีเอสไอ-กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” จะเริ่มจากการตรวจสอบที่ “เกาะสมุย-เกาะพะงัน” ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายลำดับแรกในการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบเชิงรุก
โดยนำข้อมูลบริษัทจำนวนกว่า 11,426 บริษัท มาวิเคราะห์ และจำแนกระดับความเสี่ยงเป็นสูง กลาง และต่ำ เพื่อวางแผนตรวจสอบอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ เริ่มจากกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงก่อน พร้อมทั้งเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่
พร้อมนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย และปฏิบัติการตรวจสอบนอมินีจะขยายผลครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่นเช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา พัทยา และหัวหิน
ด้าน “กระทรวงมหาดไทย” เตรียมเสนอจัดตั้งกลไกคณะกรรมการ ขับเคลื่อนทั้งในระดับชาติ และระดับพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างเอกภาพในการดำเนินงาน บูรณาการ และเชื่อมโยง ข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ อย่างรวดเร็ว เหมาะสม และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบททางเศรษฐกิจ และสังคม ทั้งนี้มาตรการ และกระบวนการดำเนินงานต้องสอดคล้องกับลักษณะของกลุ่มเป้าหมายแต่ละประเภทด้วย
อีกปมที่อยู่ในความสนใจคือ การจับ “หมิงเฉิน ซัน” ชายชาวจีน วัย 31 ปี ในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี หลังประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ ก่อนจะถูกนำตัวไปขยายผลค้นบ้านพัก ภายในซอยห้วยใหญ่
พบอาวุธสงคราม ปืน วัตถุระเบิดชนิดแรงทำลายล้างสูง วัตถุระเบิดแบบสังหารบุคคลและแบบขว้าง รวม 10 ลูก และวัตถุประกอบวัตถุระเบิด และน้ำมันจำนวนมาก พฤติการณ์สอดคล้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
โฟกัสคดีของ “หมิงเฉิน ซัน” อยู่ที่การถือครอง “บัตรประชาชนไทย” โดยมีชื่อเป็นผู้พักอาศัย อยู่ในทะเบียนบ้าน ภายในซอยหทัยราษฎร์ 37 แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร มีเลขประจำตัว (เลขเดียวกับบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย) ย้ายบ้านมาจากบ้านในหมู่ที่ 9 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อ 14 พ.ย.2566
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือ การพบ “บัตรสีชมพู” ซึ่งนายหมิงมีชื่อในทะเบียนบ้านพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยผ่านกระบวนการนายหน้า และเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่ทุจริต มีการซื้อสัญชาติในราคา 5 แสนบาท-1 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ใช้ช่องทางนอกเวลาราชการจัดทำเอกสาร และใช้ทะเบียนบ้านของฝ่ายปกครองเองเป็นที่พักพิงในระบบ
เครือข่ายนี้มีการทำงานเป็นระบบผ่านแก๊ง “กุมารจีน” ด้วยการออกสูติบัตรปลอม และจ้างคนไทยมาสวมบทบาทเป็น “พ่อปลอม” เพื่อให้เด็กต่างชาติได้รับสัญชาติไทย 100% ตั้งแต่เกิด ถือเป็นการวางรากฐานฟอกตัวตนให้แก่เครือข่ายทุนจีนสีเทาในอนาคต เพื่อให้สามารถถือครองทรัพย์สิน และประกอบธุรกิจในไทยได้อย่างถูกกฎหมายโดยไม่มีข้อสงสัย
ขณะเดียวกันมีรายงานระบุว่า “หมิงเฉิน ซัน” ใช้ประโยชน์จากนโยบาย “ฟรีวีซ่า” และการถือวีซ่าประเภทพำนักระยะยาว ในการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563
นอกจากนี้ยังพบพาสปอร์ตหลายสัญชาติ ทั้ง จีน กัมพูชา รวมถึงพาสปอร์ตปลอมสัญชาติอเมริกัน และเกาหลี เพื่อสร้างตัวตนใหม่ในการทำธุรกิจผิดกฎหมาย และหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่
ทั้งสองปมผูกเงื่อนกับนโยบาย “ฟรีวีซ่า” ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มุ่งหวังจะฟื้นเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 เพิ่มรายได้ให้ประเทศจาก “นักท่องเที่ยว” แต่พักหลังเริ่มมีคำถามถึงคุณภาพนักท่องเที่ยว และระยะเวลา 60 วันที่ให้พำนักในประเทศไทย สำหรับ “นักท่องเที่ยว” อาจจะนานไปหรือไม่
ล่าสุด “รัฐบาล” เริ่มขยับ โดย “นายกฯ อนุทิน - รองนายกฯ สีหศักดิ์” กำลังทบทวน ฟรีวีซ่า 60 วัน ลดเหลือ 30 วัน เพื่อให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“สีหศักดิ์” ยืนยันว่า วีซ่ามีวัตถุประสงค์ที่ดี ซึ่งการมีหลายประเภทอาจเกินความจำเป็น ต้องดูว่าจะยุบรวมได้หรือไม่ และดูว่าที่เราต้องการหลักเกณฑ์เป็นอย่างไร เพราะหากอาศัยวีซ่าเข้ามาผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งมีทั้งแบบมาระยะยาว มาในฐานะผู้เชี่ยวชาญ หรือวีซ่าซอฟต์พาวเวอร์ ถ้าจะยุบรวมก็ต้องดูหลักเกณฑ์ต่างๆ ว่าทำได้หรือไม่”
ต้องยอมรับว่า “นโยบายฟรีวีซ่า” อนุญาตให้ “นักท่องเที่ยว” พำนักในประเทศได้ 60 วัน เป็นช่องโหว่ให้ “อาชญากร-ทุนต่างด้าว”ใช้ประเทศไทยเป็นฐาน ของฐาน “ธุรกิจ” และถิ่นฐานก่ออาชญากรรม
แม้รัฐบาลพยายามทุกทางเพื่อหารายได้ในสถานการณ์วิกฤติ แต่ปัญหาสุ่มเสี่ยงเช่นนี้ ประเทศไทยอาจได้ไม่คุ้มเสีย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

