วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘อนุดิษฐ์’ ซัด รัฐบาล ไม่จริงใจ ถ่วงเวลา‘แก้รธน.’ สวนประชามติ 21ล้านเสียง

‘อนุดิษฐ์’ ซัด รัฐบาล ไม่จริงใจ ถ่วงเวลา‘แก้รธน.’ สวนประชามติ 21ล้านเสียง

“อนุดิษฐ์” ซัด รัฐบาล ไม่จริงใจ ถ่วงเวลา “แก้รัฐธรรมนูญ” สวนทางเจตจำนง ปชช. ผ่าน ประชามติ21ล้านเสียง ชี้ ต้องแก้กับดักเสียงเห็นชอบ สว.1ใน3

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลประกาศไม่ขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ตกไปเพราะการยุบสภา โดยให้เหตุผลว่าเป็นร่างเดิมของรัฐสภาชุดก่อนที่มีความขัดแย้ง จึงควรให้รัฐสภาชุดใหม่เป็นผู้เสนอญัตติใหม่ว่า รัฐบาลกำลังหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของตนเอง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน โดยมีกฎหมายและงบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารประเทศ หากกฎหมายเป็นอุปสรรค รัฐบาลก็มีหน้าที่เสนอแก้ไข หากงบประมาณไม่เพียงพอ รัฐบาลก็มีหน้าที่จัดหา ดังนั้น การเสนอกฎหมายจึงไม่ใช่เรื่องจะทำหรือไม่ทำ แต่เป็นหน้าที่หลักของรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 133 (1) และมาตรา 256 (1) ส่วนรัฐสภามีหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบ เว้นแต่กรณีที่รัฐบาลไม่ทำหน้าที่ รัฐธรรมนูญจึงเปิดช่องให้ สส. หรือประชาชนเข้าชื่อเสนอได้ ประเทศไทยปกครองในระบอบนิติรัฐ กฎหมายต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นเครื่องมือสร้างทางตันทางการเมือง

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งเกิดขึ้นในยุคเผด็จการ กลายเป็นต้นตอของความขัดแย้งและอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ขณะที่ประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง ได้ลงประชามติเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนจำนวนมหาศาล ที่แสดงออกผ่านกระบวนการประชามติอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยควรเดินหน้าไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่วันนี้รัฐบาลซึ่งเป็นผู้เสนอให้มีประชามติ กลับพยายามโยนภาระการแก้รัฐธรรมนูญให้รัฐสภา ทั้งที่เรื่องนี้เป็นหน้าที่โดยตรงของคณะรัฐมนตรี และรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (1) ก็บัญญัติชัดว่า คณะรัฐมนตรีอยู่ในลำดับแรกของผู้มีสิทธิเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังนั้น หากรัฐบาลจริงใจต่อประชาชน ก็ต้องเป็นผู้เสนอเอง

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า การแก้ไขครั้งนี้ต้องแก้กับดักสำคัญในมาตรา 256 (3) และ (6) ที่กำหนดให้การแก้รัฐธรรมนูญต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม หรือ 67 คน เพราะตราบใดที่เงื่อนไขนี้ยังอยู่ อำนาจการแก้รัฐธรรมนูญก็ยังถูกผูกไว้กับ สว. ที่มีคำครหาว่าไม่ได้มาจากประชาชน อีกทั้งในปัจจุบัน ยังมีข้อสงสัยจากสังคมเกี่ยวกับกระบวนการได้มาของ สว. จึงยิ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามต่อความชอบธรรมมากขึ้น

“การถ่วงเวลา การโยนภาระ หรือการทำเหมือนไม่ใช่หน้าที่ของตนเอง ล้วนสะท้อนถึงความไม่จริงใจต่อประชาชน ผมเรียกร้องให้ประชาชนจับตาการลงมติของทั้ง สส. และ สว. อย่างใกล้ชิด ว่าใครยืนอยู่ข้างประชาชน และใครยืนขวางเจตนารมณ์ของประชาชน เพราะท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเองหากคนดี คนมีสำนึก ยังนิ่งเฉย ประเทศก็จะถูกลากไปโดยคนที่ไม่เคารพเจตจำนงของประชาชนอยู่ร่ำไป” น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุ