จังหวะการเคลื่อนของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ท่ามกลางวิกฤติจากทั้งใน และนอกประเทศ ผ่านตัวเร่งสำคัญคือ สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จนราคาพลังงาน และน้ำมันผันผวนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ไฟสงครามจะจบเร็วหรือยืดเยื้อ ไม่มีใครตอบได้
ราคาน้ำมันแพงในประเทศ โดยเฉพาะช่วงพีก เป็นแรงกดดันรัฐบาลอย่างหนัก แม้ตอนนี้จะพอหายใจหายคอได้บ้าง รัฐบาลก็ไม่ประมาท กันไว้ดีกว่าแก้ ด้วยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กับคำถามฝ่ายค้านที่จี้หาคำตอบว่า เหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนอยู่ตรงไหน จนต้องอาศัยอำนาจศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด
อีกหนึ่งเรื่องใหญ่คือ ท่าทีของไทยต่อกัมพูชา ผ่านบทบาทของอนุทิน ที่เพิ่งพบกับฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา ระหว่างร่วมเวทีการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่ฟิลิปปินส์ แทบจะเป็นหนังคนละม้วนจากช่วงก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน กับการโหนแคมเปญชาตินิยมสุดซอย จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าหวังผลทางการเมือง
ความขัดแย้ง 2 ประเทศที่เกิดขึ้น ถูกมองว่ามีเงื่อนไขจากกลุ่มอำนาจเก่าในประเทศไทย ที่ดีลผลประโยชน์ไม่ลงตัวกับผู้มีอำนาจอีกประเทศ กลายเป็นชนวนเปิดศึกปะทะตามแนวชายแดน ทหาร และพลเรือน บาดเจ็บสูญเสียจำนวนมาก
สถานการณ์เข้าทางอนุทิน ให้สวมบทผู้นำเข้มแข็ง ไม่อ่อนข้อให้กัมพูชา ท่องอย่างเดียวว่า ต้องรักษาอธิปไตย ไม่ยอมสูญเสียแผ่นดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ตัดสัมพันธ์ทางการทูต ปิดด่านชายแดนอย่างไม่มีกำหนด อนุมัติงบประมาณสร้างกำแพง ตีตราอีกฝ่ายเป็นปรปักษ์
มาถึงวันนี้ เมื่ออนุทิน และคณะสีน้ำเงิน ถึงฝั่งฝันแห่งอำนาจฝ่ายบริหารเต็มตัว สถานการณ์หลายอย่างก็พลิกผัน แบบที่คนไทยได้แต่นั่งมองตาปริบๆ พร้อมคำถามว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เมื่ออนุทิน ประกาศหลังหารือไตรภาคี ร่วมกับ เฟอร์ดินานด์ โรมูอัลเดซ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และฮุน มาเนต ว่า ถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันมองไปข้างหน้า และเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์
ท่าทีที่อ่อนลงของไทยต่อกัมพูชา ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างมากว่า เป็นเพราะอิทธิพลของจีนหรือไม่ กับการเดินสายของ หวัง อี้ รมว.ต่างประเทศ ในการเยือน 3 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ไทย และเมียนมา เมื่อ 22-26 เม.ย.ที่ผ่านมา
การพบกันของหวัง อี้ กับฮุน มาเนต ที่กัมพูชา ก่อนมาเยือนไทย พบอนุทิน อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศไม่มากก็น้อย สะท้อนท่าทีของนายกฯ หนู ที่ต่างจากวันก่อนๆ
พี่ใหญ่จีนอาจจะอยากรีบเคลียร์ความบาดหมางระหว่างไทย-กัมพูชา จะได้ไม่เสียโฟกัสกับสมรภูมิตะวันออกกลาง ที่พร้อมปะทุทุกเมื่อหรือไม่
ดีลสำคัญที่ถูกจับตามองว่า มีส่วนโน้มน้าวให้ไทยโอนอ่อน เป็นเพราะโครงการแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ใช่หรือไม่
เนื่องจากจีนเอง น่าจะเป็นประเทศหนึ่งที่ถูกมองว่าพร้อมเข้ามาลงทุน และได้ประโยชน์สูงสุดประเทศหนึ่ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์
โครงการขนาดใหญ่แบบแลนด์บริดจ์ หากไม่มีประเทศยักษ์ใหญ่ช่วยผลักดันโปรเจกต์ในฝันของรัฐบาลสีน้ำเงิน คงเป็นจริงค่อนข้างยาก
แนวโน้มการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศของไทยต่อกัมพูชา จากนี้อาจจะมีหลายปัจจัย และเงื่อนไขเข้ามามีส่วนกำหนดทิศทาง โดยเฉพาะมิติเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่กัมพูชา ที่อยากเปิดด่านชายแดน
หนึ่งในประเทศยักษ์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจของเอเชีย นอกเหนือจากจีน ก็อยากให้ไทย-กัมพูชา กลับมาสู่ภาวะปกติ เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีเอกชนของเขา มีโรงงานอยู่ทั้ง 2 ประเทศ พอปิดด่าน ธุรกิจเลยชะงัก การขนส่งชิ้นส่วนอุปกรณ์ไปมาระหว่างนี้เกิดติดขัด ที่ผ่านมาก็มีความพยายามล็อบบี้ผู้นำไทย แต่ไม่เป็นผล
รอบนี้ปัจจัยเศรษฐกิจ จึงน่าจะมีส่วนสำคัญต่อการกำหนดท่าทีของไทยต่อกัมพูชาใหม่ และต้องไม่ลืมชาวบ้านตามแนวชายแดน ที่เคยค้าขายได้ ตอนนี้ก็รับผลกระทบหนักยิ่งขึ้นในช่วงข้าวยากหมากแพงแบบนี้
งานนี้รัฐบาลคงต้องดีดลูกคิดให้รอบคอบ ได้อย่าง เสียอย่าง จะคุ้มค่าทางการเมืองแค่ไหน ที่แน่ๆ ถ้ากลับไปจูบปากกัมพูชา แบบที่คนไทยไม่ทันปรับตัว มีหวังความนิยมหายวับ ซ้ำเติมความเชื่อมั่นที่แทบไม่เหลือ ตั้งแต่วิกฤติน้ำมัน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

