“ไปจำศีลมา 8 เดือน ตอนนี้จำอะไรไม่ได้แล้ว”
คำตอบของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่บอกกับคนเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า หลังเจ้าตัวได้รับการพักโทษ
อาจฟังเหมือน ความผ่อนคลายของคนเพิ่งได้อิสรภาพ แต่สำหรับการเมืองไทย ไม่มีใครเชื่อว่า 8 เดือนของ “ทักษิณ”ในเรือนจำ คือการหยุดทุกอย่างทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง
ตรงกันข้ามอาจเป็นช่วงเวลาที่เขา “คิดเยอะที่สุด” ด้วยซ้ำ เพราะช่วงเวลา “จำศีลทางการเมือง” ที่ดูเหมือนเงียบหาย ไร้ความเคลื่อนไหว แต่คนในเพื่อไทยรู้กันดีว่า นายใหญ่ของพวกเขา ไม่ได้หยุด ไม่ได้วางมือ
เพราะนักการเมืองอย่างทักษิณ ต่อให้ตัวอยู่ในเรือนจำ ถูกจำกัดอิสรภาพ แต่เครือข่าย อำนาจ ความสัมพันธ์ และเกมการเมือง ไม่ได้ถูกขังไปด้วย
แม้ทักษิณจะบอกด้วยว่า “Relieve” แต่ความจริง การเมืองไทยอาจกำลังเข้าสู่ช่วงที่คนอื่นต่างหาก ที่เริ่มไม่ผ่อนคลาย เมื่อชายชื่อทักษิณ กลับมามีอิสรภาพอีกครั้ง แม้อิสรภาพนั้นจะยังมีโซ่ล่ามอยู่ก็ตาม
ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา ข่าวสารยังเข้าถึง คนใกล้ชิดยังเข้าเยี่ยม ที่สำคัญยังมี “ตัวละครไม่ลับ” ระดับอดีตรัฐมนตรี เดินสายประสานคำสั่ง สื่อสารทิศทางการเมืองจากเรือนจำอย่างต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับคนในพรรคเพื่อไทย ที่ยังขยับรับสัญญาณจาก“บ้านจันทร์ส่องหล้า”อยู่ตลอด
ชัดเจนว่า ทักษิณอาจถูกจำกัดอิสรภาพ แต่ไม่เคยออกจากเกม เป็นเพียงการพักเครื่อง เพื่อจัดกระดานใหม่
และนับจากนี้ พฤษภาคม 2569 อาจเป็นจังหวะเริ่มต้นของ บทใหม่ในชีวิตการเมืองของทักษิณ
อิสรภาพที่ยังมีเงื่อนไข
อย่างไรก็ตาม แม้ทักษิณจะได้พักโทษ แต่ความจริง 4 เดือนจากนี้ ยังเป็น “อิสรภาพติดโซ่”
อิสระยังไม่เต็มร้อย กำไล EM ยังติดอยู่ เงื่อนไขคุมประพฤติยังมี คดี 112 ที่ถูกยื่นอุทธรณ์ยังไม่จบ และปมชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ คดีที่มีคนผิด ยังเป็นระเบิดเวลาทางการเมือง ที่วางอยู่ข้างตัวทักษิณตลอดเวลา รอจังหวะแค่ว่า จะมีใครไปร้องว่าเขาเป็นผู้ได้ประโยชน์
สถานการณ์ของทักษิณ แม้จะออกจากเรือนจำได้ แต่ยังออกจาก “วงล้อมนิติสงคราม”ไม่ได้
ดังนั้น ทุกการขยับของเขาต่อจากนี้ จึงต้องคิดหลายชั้น เพราะหากกลับมาเล่นการเมืองหน้าฉาก แบบเปิดหน้าเต็มตัว อาจกลายเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามหยิบคดีเก่ามากดดันซ้ำ ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
โดยเฉพาะในวันที่ลูกสาวอย่าง “แพทองธาร” ยังเป็นแกนหลักของพรรคเพื่อไทย และมีความเสี่ยงทางการเมืองของตัวเองในอีกหลายคดี ช่วงเป็นนายกฯ ซึ่งยังเป็นชนักอยู่
อย่าลืมว่า วันนี้เพื่อไทยไม่ใช่พรรคอันดับ 1 อีกแล้วจำนวน 78 เสียงในสภาฯ กลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอันดับ 2 ภายใต้รัฐบาลอนุทิน ที่พรรคภูมิใจไทยถือธงนำ ทำให้สถานะเพื่อไทยเปลี่ยนจาก “ผู้กำหนดเกม” มาเป็นฝ่ายที่ต้องเล่นตามเกม ซึ่งต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด ในการกลับสู่การเมืองของทักษิณ จึงอาจรักษาระยะ ไม่รุก ไม่แรงเกินไป แต่ก็ไม่หายไปไหน
พท.ยังวนรอบ“แรงโน้มถ่วงทักษิณ”
แต่ถึงกระนั้น สำหรับพรรคเพื่อไทย ชื่อของทักษิณก็ยังเป็นศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงของพรรคอยู่ดี
แม้แต่การตัดสินใจ จะส่ง สก.ในนามเพื่อไทย ก็ยังมีกระแสข่าวว่า ต้องรอจังหวะให้ “นายใหญ่”ออกมาก่อน เพื่อรอการอ่านเกม ประเมินสถานการณ์จากเขา
เพราะในเชิงสัญลักษณ์ ทักษิณก็ยังเป็น “ผู้นำจิตวิญญาณ” ของทั้งพรรค และมวลชนเสื้อแดง ในวันที่แบรนด์เพื่อไทยเริ่มอ่อนแรง พรรคยิ่งต้องการ “ผู้ปลุกกระแส”
ในวันที่แบรนด์ขาลง อีกโจทย์สำคัญคือ วันนี้เพื่อไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน กระแสไม่แรงเหมือนยุคแลนด์สไลด์ ฐานเสียงบางส่วนเริ่มแกว่ง ขณะที่คนรุ่นใหม่ในพรรค ยังไม่มีใครสร้าง “บารมีทางการเมือง” ได้เท่าทักษิณ
แม้เพื่อไทยพยายามปรับโครงสร้าง วางคนรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนพรรค โดยเฉพาะ ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น ในฐานะทายาทรุ่นถัดไป ที่ขยันลงพื้นที่ ลุยงานเอง แต่ปัญหาคือ การเมืองไทยไม่ได้วัดกันแค่ความขยัน แต่ยังวัดกันที่แรงศรัทธา และออร่าอำนาจ ซึ่งเรื่องนี้ทักษิณยังเหนือกว่าคนในพรรคแทบทั้งหมด
ดังนั้น หากจะดันทายาทการเมืองขึ้นมาทดแทนให้ได้จริง ก็ต้องอยู่ในสมการที่ “ศูนย์กลางอำนาจเดิม” อย่างทักษิณยอมรับ หรือพูดง่ายๆ คือ ขึ้นได้ แต่ต้องขึ้นในฐานะ “ผู้จัดการเกม” ไม่ใช่ “เจ้าของเกม”
จากนักแสดงนำ สู่ผู้กำกับหลังฉาก?
ขณะที่คนใกล้ชิดจำนวนมาก อยากเห็นทักษิณหยุดพัก ใช้ชีวิตกับครอบครัว เลี้ยงหลานอย่างที่เคยพูดไว้ แล้วส่งไม้ต่อให้คนรุ่นใหม่ แต่ความจริงที่ปรากฏ คือทักษิณไม่เคยวางมือ และวางไม่ลง
ภาพความคึกคักหน้าเรือนจำ กระทั่งกลับถึงบ้านจันทร์ส่องหล้า มีกลุ่มคนเสื้อแดงมารอรับ อาจเป็นปรากฏการณ์ที่ทักษิณมั่นใจว่า แบรนด์ตัวเองยังขายได้ แม้จะไม่แรงเหมือนยุคแลนด์สไลด์ และที่น่าสนใจคือ นักการเมืองในเพื่อไทย ก็ยังวนรอบตัวเขาอยู่ดี
หากดูจากทักษิณสไตล์ ที่ต้องเป็นคนกำหนดเกม ไม่ปล่อยให้เกมไหล โดยมีคนอื่นเล่น ดังนั้น ทิศทางการเมืองจากนี้ไป จึงไม่ใช่ประเด็นที่ว่า อดีตนายกฯจะกลับมายุ่งการเมืองไหม แต่คือ “ทักษิณจะกลับมาในบทไหน”
ยิ่งสื่อยังสนใจ มวลชนยังเรียกหา นักการเมืองยังเดินเข้าบ้านจันทร์ส่องหล้าไม่ขาด ยิ่งสะท้อนว่า อิทธิพลของเขายังไม่จบง่ายๆ
หากถอดบทเรียนที่ผ่านมา สุดท้ายแล้ว หลัง “จำศีล” 8 เดือน ในระยะที่ยังไม่ได้พ้นโทษอย่างเป็นทางการ ต้องจับสัญญาณว่า ทักษิณจะเลือกบท “ผู้กำกับหลังฉาก” ลดบทบาทหน้าม่าน แต่เพิ่มอิทธิพลหลังม่าน หรือไม่
เมื่อมีกระแสจากวงในเพื่อไทยว่า อาจได้เห็นทักษิณพูดเฉพาะเรื่องถนัด อย่างปัญหา และข้อเสนอทางด้านเศรษฐกิจ ใช้ภาพผู้ใหญ่ให้คำแนะนำ มากกว่านักการเมืองเต็มตัว
ขณะที่บทบาทจริง อาจอยู่ที่การวางยุทธศาสตร์เลือกตั้ง จัดสมดุลกลุ่มอำนาจในพรรค และคุมดีลการเมืองแบบเงียบๆ ที่เป็นสูตร “อำนาจนอกตำแหน่ง” ที่ทักษิณถนัดที่สุด
เพราะในการเมืองไทย บางครั้งคนที่ไม่อยู่หน้าฉาก อาจเป็นคนกำหนดตอนจบของเรื่องทั้งหมด
สำหรับทักษิณ อิสรภาพครั้งนี้ อาจไม่ใช่การกลับมาใช้ชีวิตธรรมดา แต่คือการ “นับหนึ่งบทใหม่” บนเวทีการเมืองอีกครั้ง
ในวันที่เจ้าตัวอาจไม่ได้ยืนกลางสปอตไลต์ แต่ยังเป็นคนกำหนดว่า สปอตไลต์จะส่องไปที่ใคร

