“กรุงเทพง่ายๆ by ผู้ว่าประชาชน” คือ แคมเปญหาเสียงล่าสุดของ “พรรคส้ม” ในยานพาหนะคันที่ 3 อย่างพรรคประชาชน (ปชน.) เพื่อชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. หลังปูพรม สส.ครบ 33 เขต ในการเลือกตั้ง 69 จนกลายเป็น “เมืองหลวงสีส้ม” มาแล้ว
“ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับสูงของพรรค ถูกส่งลงเป็น “แคนดิเดต” ประกบกับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อปี 2565 ถึง 1,386,215 แต้ม
ความพยายามของ “พรรคส้ม” ในการเข้า “คุมเมืองหลวง” เกิดขึ้นมาได้หลายปีแล้ว นับตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ถูกก่อร่างสร้างขึ้นมาเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง สส.ปี 62 ปรากฎการณ์ “พ่อของฟ้า” นำพา สส.ส้มเข้าสภาฯมากถึง 81 คน โดยใน กทม. เดิมเป็นพื้นที่ของ “2 สี แดง-ฟ้า” ถูกแบ่งไปเกือบ 10% เพราะถูก สส.อนาคตใหม่ เจาะไปถึง 9 ที่นั่ง กลายเป็น “ขั้วอำนาจใหม่” ในการเมืองไทย ด้วยอุดมการณ์ “ทะลุเพดาน” เขย่าเสถียรภาพ “อนุรักษนิยม” ที่ครองอำนาจนำมาอย่างยาวนาน
ในยุคที่ส้มกระแสสูงดังกล่าว ทำให้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคขณะนั้น เล็งเห็นแนวคิดการ “ปักธงความคิด” ทุกพื้นที่ทั่วไทย และเตรียมส่งคนชิงเก้าอี้ “ผู้บริหารท้องถิ่น” ในทุกจังหวัด ทว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย “ยุบพรรคส้ม” ครั้งที่ 1 ไปเสียก่อน ทำให้เขาต้องอพยพไปตั้ง “คณะก้าวหน้า” เพื่อส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้ นายก อบจ. นายก อบต. และนายกเทศบาล แต่สุดท้ายด้วยความต่างระหว่าง “การเมืองระดับชาติ” และ “การเมืองท้องถิ่น-บ้านใหญ่” ทำให้พ่ายแพ้อย่างราบคาบ
จึงเหลือแค่ฐานที่มั่นใน “เมืองหลวง” โดยปี 2565 มีการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งแรกภายหลังการรัฐประหารปี 2557 ในช่วงเวลานั้น “คนกรุงฯ” ตื่นตัวทางการเมืองเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน “ชัชชาติ” ดาวน์เกรดจาก “อดีตเสนาบดี” ลาออกจากพรรคเพื่อไทย มาลงสมัคร “ผู้ว่าฯ กทม.” ยิ่งทำให้กระแส “ชัชชาติ” พุ่งสูง เนื่องจากสมัยเขาเป็นรัฐมนตรี ก็ได้รับความนิยมเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว
ทำให้ความยากลำบากตกมาอยู่ที่ “พรรคส้ม” พยายามสรรหาบุคคลมาเป็นตัวแทนเพื่อลงสมัคร ว่ากันว่าตอนแรกมีการทาบทาม "นักธุรกิจสาวหมื่นล้าน” มาลงสมัคร แต่ถูก “มาดามหลังม่าน” เบรกไว้ เมื่อสุดท้ายหาใครไม่ได้ หวยจึงมาออกที่ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” แกนนำพรรคส้มในช่วงเวลานั้น ต้องลาออก สส.ปาร์ตี้ลิสต์ มาลงสมัครแก้ขัดไปก่อน
สุดท้าย “ส้ม” พ่ายแพ้กระแส “ชัชชาติฟีเวอร์” ไปแบบหมอไม่รับเย็บ ได้คะแนนเข้าป้ายอันดับ 3 เพียง 253,938 เสียง แพ้พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ส่ง “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ขณะนั้นอยู่ ปชป.) ที่ได้อันดับ 2 ด้วยคะแนน 254,723 เสียง สวนทางคะแนนปาร์ตี้ลิสต์พรรคอนาคตใหม่ใน กทม.จากการเลือกตั้ง 62 ที่กวาดไปถึง 804,272 คะแนน
บทเรียนปี 2565 ของพรรคส้มมีหลายประการ แต่หนึ่งในนั้นคือการ “สรรหา” แคนดิเดตตัวผู้สมัคร “ไม่ลงตัว” ทำให้พรรคส้มหมายมั่นปั้นมือในการเลือกตั้ง กทม. 69 ว่า จะส่งคนชิงเก้าอี้ตัวนี้ให้ได้ ตัดภาพมาปลายปี 2568 ซึ่งกลายเป็นพรรค ปชน.แล้ว มีกระแสข่าวว่า พรรคได้ทาบทาม “ผู้พันปุ่น” น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตแกนนำพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) มาเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. แต่สุดท้าย “ดีลล้มเหลว”
สำหรับ “ผู้พันปุ่น” ระยะหลังถอยห่างจากการเมือง และเฝดตัวออกจากพรรค ทสท.ของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” โดยในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ปี 65 เขาลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย แต่ได้คะแนนไปเพียง 73,720 เสียง เข้าป้ายอันดับ 7 ชนิดแต้มห่างกับ “ชัชชาติ” สุดกู่
เมื่อสุดท้ายดีล “ผู้พันปุ่น” ล่ม “พรรคส้ม” ต้องขวนขวายหาแคนดิเดตคนใหม่ภายหลังจบศึกเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา เบื้องต้น ผู้บริหารพรรค ปชน.ได้มีการทาบทามหลายบุคคล ให้มาเป็นผู้สมัครในนามพรรค ปชน. อาทิ “เพียงพนอ บุญกล่ำ” ทนายความ และอดีตทีมบริหารประชาชนด้านการปฏิรูปรัฐ รวมถึง “รวิศ หาญอุตสาหะ” ผู้บริหารแบรนด์เครื่องสำอางศรีจันทร์ อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ชื่อดังกล่าวยังไม่ลงตัว
กระทั่งเข้าเดือน พ.ค. 69 พรรค ปชน.ได้ทาบทาม “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ อดีตรองหัวหน้าพรรค และอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.พรรคก้าวไกล เมื่อปี 2565 ให้มาลงอีกครั้ง แต่เจ้าตัวได้ปฏิเสธ เพราะปัจจุบันตัวเขาตกเป็น 1 ใน 44 อดีต สส.ก้าวไกล ถูกศาลฎีกา พิจารณาคดีฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม กรณีร่วมกันลงชื่อ และเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทำให้การลงเล่นการเมืองหลังจากนี้ไม่สะดวกนัก จากชนักดังกล่าว
ทำให้พรรคต้องเบนเข็มไปทาบทามแกนนำพรรคที่ยังเหลืออยู่ เช่น “วรภพ วิริยะโรจน์” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญของพรรค รวมถึง “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อแถวหน้า และอดีตรองหัวหน้าพรรค ปชน. ฝ่ายต่างประเทศ มาลงสมัคร
สุดท้ายเคาะกันไปมา ชื่อมาลงตัวที่ “ดร.โจ ชัยวัฒน์” ในที่สุด จนมีการเปิดตัวไปเมื่อ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา บนเวทีสามย่านมิตรทาวน์ สถานที่มนต์ขลังของพรรคส้ม นอกจากชูแคมเปญ “กรุงเทพง่ายๆ” แล้ว ยังพยายามข่มด้วยการชูแก้ไขปัญหา “เส้นเลือดใหญ่” ซึ่งสวนทางกับ “ชัชชาติ” ที่ใช้แนวคิด “เส้นเลือดฝอย”
ที่น่าสนใจโจทย์หินของพรรคส้มในการชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ครั้งที่ 2 หนีไม่พ้น “แคนดิเดตผู้สมัคร” ที่สุดท้าย “หาคนไม่ลงตัว” จนต้องควานหาคนภายในพรรคตัวเองส่งลงสมัคร ไม่ต่างอะไรกับปี 65 เรื่องนี้ “ดร.โจ ชัยวัฒน์” ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยตัวเองว่า เขาถูกดันมาลงสมัครแทน “วิโรจน์” ซึ่งติดชนักคดี 44 สส.ก้าวไกล
นั่นจึงทำให้หลายคนตั้งคำถาม แม้แต่ “ด้อมส้ม” หลายคนก็กังขาว่า เขาพร้อมจะทำหน้าที่ “พ่อเมืองหลวง” จริงหรือไม่ แม้หลายคนจะเชื่อมั่นในโปรไฟล์ และมี “แบ็คในพรรค” หนุนหลังพอสมควร เห็นได้จากถูกส่งลงสมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับสูงมาตลอด แต่ด้วยความที่เป็น “แคนดิเดตขัดตาทัพ” อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงในเมืองกรุงฯได้
นอกจากนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภายหลัง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” คัมแบ็กหัวหน้าพรรค ปชป. บรรดา “ฐานเสียงค่ายสะตอ” คัมแบ็ก กลับมาเลือกพรรคสีฟ้าอีกครั้ง เห็นได้จากคะแนนเสียงเลือกตั้ง สส.69 แม้ ปชป.จะสูญพันธุ์เป็นรอบที่ 3 แต่คะแนนกระเตื้องขึ้นมาติดอันดับ 2-3 ในหลายเขต สะท้อนว่า “กระแสสีฟ้า” เริ่มกลับมาแล้ว
ที่สำคัญ “ชัชชาติฟีเวอร์” ยังคงกระแสสูงอยู่ เพราะมีหลายผลงานที่สามารถจับต้องได้ โดยเฉพาะผลงาน “เส้นเลือดฝอย” ในพื้นที่ชุมชนจำนวนมาก แถมยังมี สก.ค่ายแดง-อิสระ บางกลุ่มเป็นแบ็คอัพให้ นั่นยิ่งทำให้ “ชัชชาติ” ยังคงแข็งแกร่ง และยืนหนึ่งในศึกชิงผู้ว่าฯ กทม.รอบนี้
เลือกตั้ง "กรุงเทพฯ" รอบนี้ "ไม่ง่าย" เหลือเวลาอีกราว 2 เดือนก่อนถึงวันหย่อนบัตร “พรรคส้ม” จะแก้โจทย์นี้อย่างไร ไม่ให้ซ้ำรอยปี 65 ที่พ่ายแพ้อย่างยับเยิน ต้องรอวัดฝีมือ

