รัฐบาลสีน้ำเงิน ตั้งแต่นายกฯอนุทิน เรื่อยไปจนถึงรองนายกฯเอกนิติ ดูจะไม่กังวลกับปฏิบัติการของฝ่ายค้านในการรวบรวมรายชื่อ สส. ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเลยแม้แต่น้อย
สังเกตไหมว่า รัฐบาลสีน้ำเงิน ตั้งแต่นายกฯอนุทิน เรื่อยไปจนถึงรองนายกฯเอกนิติ ดูจะไม่กังวลกับปฏิบัติการของฝ่ายค้านในการรวบรวมรายชื่อ สส.เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเลยแม้แต่น้อย
แถมยังใช้วาทกรรมย้อนเกล็ด “ฝ่ายค้าน 2 ประชา” ทั้ง พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ อย่างแสบทรวงด้วย
เหตุผลของความมั่นใจ ไม่ใช่แค่รัฐบาลในอดีตก็เคยกู้เท่านั้น แต่มาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เขียนจำกัดขอบเขตที่เป็นเงื่อนไขการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก.กู้เงินด้วย
เพราะมีการบัญญัติเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องเป็นประเด็นตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง เท่านั้น
คลี่ดูเงื่อนไขในการตรา พ.ร.ก. สาระสำคัญบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ในสองวรรคแรก กล่าวคือ
วรรคหนึ่ง - ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกําหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้
วรรคสอง - การตราพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทําได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้
นี่คือเงื่อนไขที่เกี่ยวกับเนื้อหาสาระและความจำเป็นของสถานการณ์ที่จะใช้เป็นเหตุในการตราพระราชกำหนด ซึ่งพูดกันเยอะ วิจารณ์กันมาก หลักๆ คือ “ต้องเป็นกรณีฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วน หลีกเลี่ยงไม่ได้”
สังเกตดีๆ ว่าข้อความนี้อยู่ในมาตรา 172 ก็จริง แต่อยู่ “วรรคสอง”
ส่วนการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในการตราพระราชกำหนดของรัฐบาลนั้น บัญญัติไว้ในมาตรา 173 สรุปว่า สส.หรือ สว.จํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภาฯ มีสิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภาฯ ที่ตนเป็นสมาชิกว่า พระราชกําหนดนั้น...“ไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง” และให้ประธานแห่งสภานั้นส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ภายใน 3 วัน…”
นี่คือข้อจำกัดของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุชัดในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ว่า สามารถวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก.ได้เฉพาะเงื่อนไขที่บัญญัติในมาตรา 172 วรรคหนึ่ง เท่านั้น
ประกอบด้วย
1.เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ
2.ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
หรือ 3.ป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ
เงื่อนไข 3 ข้อนี้ เข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ก็สามารถตรา พ.ร.ก.ได้แล้ว ส่วนเงื่อนไขตามมาตรา 172 วรรคสอง ที่ว่า “ต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้” นั้น ไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ
อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ท่านหนึ่ง บอกกับผมว่า จริงๆ แล้วเงื่อนไขเกี่ยวกับ “ความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน” คือ “จุดตาย” ของการตรา พ.ร.ก. เพราะเงื่อนไขเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือป้องกันภัยพิบัติ เป็นเรื่องนามธรรมที่วินิจฉัยยาก ไม่เหมือนกับ “ความจำเป็นเร่งด่วน” ซึ่งมีตัวชี้วัดที่อธิบายง่ายกว่า
อย่างใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ก็ชัดเจนเลยว่าเงินกู้ก้อนที่จะนำไปใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เป็นเรื่อง “ไม่รีบด่วนฉุกเฉิน” เพราะเป็นเรื่องระยะยาว และยังไม่มีโครงการเสนอมารอเลยแม้แต่โครงการเดียว
เหตุนี้จึงเชื่อว่า รัฐบาลทราบช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จึงไม่กลัวการถูกฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
แปลกหรือไม่ที่มาตรา 172-173 ว่าด้วยการตรา พ.ร.ก.ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่เขียนให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเงื่อนไขในการตรา พ.ร.ก.ได้ทั้งหมด คือ รวมไปถึง “ความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน” ด้วย
โดยในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 บัญญัติเรื่องนี้เอาไว้ในมาตรา 184 และ 185
อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ยังเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีกรรมการบางคนหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นคัดค้านแล้ว ว่าควรบัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 แต่ปรากฏว่าเมื่อมีการลงมติ กลับแพ้เสียงส่วนใหญ่ที่ให้ตัดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญลงไป
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะในประเด็นกฎเหล็กว่าด้วย “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ของบรรดารัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี ก็ “โดนกร่อน…จนอ่อนยวบ” เช่นกัน
ลองไปย้อนดูรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาตรา 266 บัญญัติห้าม สส.และ สว.ต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ประจำของข้าราชการ และการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการ
พร้อมกันนั้นก็เขียนมาตรา 268 กำกับว่าให้กฎเหล็กนี้ครอบคลุมถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย
แต่พอมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 บัญญัติเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เอาไว้ที่มาตรา 185 มีกฎเหล็กห้าม สส.หรือ สว. เหมือนกับรัฐธรรมนูญปี 2560 แทบจะลอกกันมา
แต่ในมาตราต่อๆ มา กลับไม่มีเขียนให้นําความในมาตรา 184 มาใช้บังคับแก่รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีด้วย นั่นก็เท่ากับตัดกฎเหล็กนี้ออกไป ไม่ครอบคลุมถึงบรรดาเสนาบดีกระทรวงต่างๆ
เหตุนี้หรือเปล่าที่ทำให้เกิดกรณีย้ายฟ้าผ่าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือแม้แต่ย้ายรัวๆ ที่กระทรวงมหาดไทยช่วงก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 โดยไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม
รัฐธรรมนูญปี 2560 ยกร่างโดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดย คสช. หลายๆ คนจึงมีความคิดผ่อนกฎเหล็กบางอย่าง เพื่อให้ผู้นำ คสช. ผู้นำการรัฐประหาร สืบทอดอำนาจได้แบบสบายๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องนิติสงคราม เพราะค่ายกลกฎหมายเก็บไว้ใช้กับศัตรูทางการเมืองเท่านั้น
ว่ากันว่า คสช.วางโรดแมปชนะเลือกตั้งอีก 2 สมัย แต่สุดท้ายก็แพ้ภัยตัวเอง วันนี้รัฐบาลสีน้ำเงินจึงมารับอานิสงส์
ฉะนั้นคงไม่แปลกใจแล้วใช่ไหมว่า เหตุใดรัฐบาลอนุทิน 2 จึงไม่ใช่บริการ “อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” แต่เลือก ท่านปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นรองนายกฯฝ่ายกฎหมายแทน
ก็เพราะ ท่านปกรณ์ เป็นคีย์แมนสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560
ส่วนอาจารย์บวรศักดิ์ เชิญมาเป็นรองนายกฯช่วงสั้นๆ เพื่อค้ำภาพลักษณ์รัฐบาลช่วงอ่อนไหวเปลี่ยนผ่าน ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมและผู้ใหญ่ในบ้านเมืองสบายใจ จะได้ “ต่อตั๋วให้” ใช่หรือเปล่า
วันนี้เมื่อได้ “ตั๋ว” เรียบร้อย ก็จัดวางขุนพลตัวจริง ของจริง เพื่ีอค้ำรัฐบาล “ขี่เกมนิติสงคราม” เป็นแต้มต่อทางการเมืองสบายๆ ไปอีก 4 ปี
อีกเรื่องที่ผมเคยพูดเอาไว้ในรายการ “เนชั่นวิเคราะห์ข่าว” ของเนชั่นทีวี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ช่วงแรกๆ ไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่เมื่อได้เห็นนายกฯอนุทิน ไปจับไม้จับมือกับ นายกฯกัมพูชา เริ่มมีหลายฝ่ายตั้งคำถามคล้ายๆ กันกับผม
นั่นก็คือ เลิก MOU 44 เข้าทางใคร เข้าทางเขมร หรือไทย หรือคนในเงา?
ไล่ดูไทม์ไลน์กันดีๆ จะพบร่องรอยความน่าสงสัย...
ก่อนเลือกตั้ง รัฐบาลอนุทินประกาศจะเลิก MOU44 ฝ่ายกัมพูชาก็ไปให้สัตยาบัน UNCLOS แบบไม่ได้โฉ่งฉ่างอะไรนัก เมื่อเดือน ก.พ.69 เดือนเดียวกับที่เราเลือกตั้ง และภูมิใจไทยชนะขาด
จากนั้นเมื่อภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล ก็เดินหน้าเลิก MOU ฝ่ายเดียว โดยที่กัมพูชาก็ไม่ได้ทักท้วง หรือเล่นแง่อะไรมาก ลุยใช้กลไก UNCLOS
ครม.เห็นชอบเลิก MOU วันอังคาร ก่อนนายกฯอนุทินบินไปเซบู ฟิลิปปินส์ วันพฤหัสฯ แล้วทำพิธีกรรมจับมือกับนายกฯ กัมพูชาพอดี
ลีลาฝ่ายการเมืองภูมิใจไทยพยายามชวนกัมพูชาหารือ “ทวิภาคี” แต่กลับเลิก MOU ซึ่งเป็นกลไกทวิภาคีที่มีอยู่แล้ว…ตลกไหม?
ฝ่ายกัมพูชาแสดงท่าทีไม่คุย เพื่อขอใช้ “คณะกรรมการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ” ภายใต้กฎหมายทะเลระหว่างประเทศ
เกมต่อไปหลังจากนี้ ไทยจะเล่นบท “ไม่มีทางเลือก” ต้องเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับของ UNCLOS แล้วก็จะมี “คนกลาง” มาช่วยขีดเส้นไหล่ทวีปใหม่ให้ ใช้เวลาเจรจาต้องจบใน 1 ปี
นี่คือการใช้ UNCLOS เพื่อตอบประชาชนของสองประเทศในการเปลี่ยนเส้นเขตไหล่ทวีป โดยไม่โดนกระแสต่อต้านใช่หรือไม่
เมื่อถึงวันนั้น รัฐบาลของทั้งสองประเทศก็จะมีคำอธิบายกับมวลชนของตัวเองว่า จำเป็นต้องยอมถอย เพราะไม่ต้องการไปขึ้นศาลโลก ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ รวมถึงศาลอนุญาโตตุลาการ
สุดท้ายก็จะมี MOU ฉบับใหม่ออกมา เพื่อปลดล็อกแบ่งทรัพยากรใต้ทะเลในแบบที่สองฝ่าย “วิน-วิน” ความหมายในวงเล็บคือ กลุ่มทุนการเมืองและกลุ่มทุนพลังงาน เพราะถ้ายังมี MOU44 จะไม่มีช่องทางปลดล็อกเรื่องนี้ได้เลย
โปรดสังเกต ฮุน เซน ไม่เคยโจมตีผู้นำไทยจากค่ายน้ำเงิน, ฮุน เซน เคยทำนายอนาคตการเมืองไทย รัฐบาลใหม่ ถูกต้องทั้งหมด, กัมพูชาไม่ได้เล่นใหญ่กรณีไทยเลิก MOU44, กัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังทหารในจังหวะสอดรับกับสถานการณ์การเมืองในไทย, ผู้นำสองประเทศเดินเข้าสู่กลไก UNCLOS
และทำไม นายกฯ อนุทิน พูดถึง MOU2570
ในทางการเมือง...ไม่มีเรื่องบังเอิญ!

