มติ 6 ต่อ 1 ของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.ค.พ.) กรณี “ภูมิธรรม เวชยชัย” อดีตรมว.มหาดไทย เสนอให้คณะรัฐมนตรี สมัยนายกฯแพทองธาร ชินวัตร ย้าย “นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ “ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์” อธิบดีกรมการปกครอง พ้นตำแหน่ง สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งคลองหลอด
“ก.พ.ค.” เห็นว่า การที่ "อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์" ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอชื่อ 2 อธิบดี “นฤชา-ไชยวัฒน์” (ผู้ร้อง) ต่อ “ภูมิธรรม” หลังจากมอบนโยบายแก่ผู้บริหาร และข้าราชการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2568 ต่อมาวันที่ 7 ก.ค.2568 มีการเสนอย้ายผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงาน
จากนั้น “ภูมิธรรม” เสนอเรื่องเข้า ครม.พิจารณาในวันที่ 8 ก.ค.2568 และครม.มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4 วัน นับแต่วันมอบนโยบาย แสดงให้เห็นว่า ไม่มีระยะเวลาให้ “นฤชา-ไชยวัฒน์” ดำเนินนโยบายที่ได้รับมอบหมายไปสู่การปฏิบัติ
โดยเฉพาะกรณีของ “ไชยวัฒน์” ที่จะเหลือเวลาปฏิบัติราชการไม่ถึง 1 เดือน จะเกษียณอายุราชการ จึงไม่อาจขับเคลื่อนนโยบายในการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้สำเร็จได้ ทั้งนี้แม้ รมว.มหาดไทย และปลัดมหาดไทย จะมีอำนาจตามกฎหมาย แต่ต้องใช้อำนาจดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย
“วรวิทย์ สุขบุญ” ประธาน ก.ค.พ.แถลงว่า การเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของการกระทำ ที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝงไว้ด้วยวัตถุประสงค์อื่น ที่มิใช่เหตุผลความจำเป็นของทางราชการที่แท้จริง
นอกจากนี้ แม้การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย จากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมการปกครองไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง จะเป็นการโอนให้ไปดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง มีเงินประจำตำแหน่ง และค่าตอบแทนรายเดือนในอัตราที่เท่ากัน
“การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย จากตำแหน่งอธิบดีไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง จึงถือเป็นการลดบทบาทและความสำคัญ รวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ร้องทุกข์ที่เคยได้รับอยู่ให้ลดน้อยลง อาจสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติ และชื่อเสียงของผู้ร้องทุกข์ เป็นการกระทำอันมิชอบ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามนัยมาตรา 42 และมาตรา 57 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551”
แม้ “ก.พ.ค.” จะจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ของ “นฤชา-ไชยวัฒน์” ออกจากสารบบ เพราะ “นฤชา” ได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ส่วน “ไชยวัฒน์”เกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่อาจเป็นใบเบิกทางให้ “บิ๊กสีน้ำเงิน” ใช้เป็นตัวบีบ “อรรษิษฐ์” พ้นตำแหน่งปลัดมหาดไทย
ต้องยอมรับว่า เวลานี้ชื่อของ“ปลัดป็อบ”อรรษิษฐ์ อยู่กลางใจ อนุทิน ชาญวีรกูล เพราะไม่ว่านายกฯหนู ที่ควบ รมว.มหาดไทย จะเดินสายลงพื้นที่แห่งหนใด หากอนุทินปรากฎตัวที่ใด ย่อมเห็น“อรรษิษฐ์” เกาะติด เป็นเงาตามตัว
ในทางตรงกันข้าม ชื่อของ“อรรษิษฐ์” กลับไม่เป็นที่ถูกตาต้องใจของ “ครูใหญ่บุรีรัมย์” แต่ยอมให้ “นายกฯหนู” ใช้บริการ “ปลัดป็อบ” โดยไม่เข้าไปก้าวก่าย แม้บางครั้งจะส่งสัญญาณไม่แฮปปี้ในบางเรื่อง แต่ไม่ถึงขั้นต้องการปัดตกเก้าอี้
สาเหตุมาจาก ประเด็นที่เป็นปมร้าวลึก เกิดขึ้นในช่วงที่ “อรรษิษฐ์” ทำตามใบสั่ง “บิ๊กค่ายแดง” ย้าย “นฤชา-ไชยวัฒน์” สายตรงค่ายน้ำเงิน ตอบสนองใบสั่ง “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ให้กำจัด“เด็กบุรีรัมย์” ซึ่งเป็นรู้กันทั้งกระทรวงคลองหลอดว่า ความสัมพันธ์ของ “อรรษิษฐ์” กับ “บิ๊กค่ายแดง” เกื้อหนุนกันมานาน
มติ ก.พ.ค.จึงเสมือนใบเบิกทางให้ “เด็กบุรีรัมย์” เอาคืน “ปลัดป็อบ” ตอบสนองความต้องการของ“ครูใหญ่” แม้จะต้องฝ่าด่าน “นายกฯหนู” แต่หาก “ปลัดป็อบ” มีชนักเป็นคดีติดตัว การปลดออกจากเก้าอี้“ปลัด มท.” ย่อมมีข้ออ้างเรื่องความชอบธรรมได้ไม่ยาก
“ไชยวัฒน์” ซึ่งปัจจุบันนั่งเก้าอี้เลขานุการ รมว.มหาดไทย ส่งสัญญาณเอาคืนชัดเจนว่า “หลังจากนี้ จะดำเนินการตามระเบียบกฎหมายต่อไป ขอปรึกษาทีมกฎหมายว่า จะดำเนินการอย่างไร เพื่อจะเรียกร้องความเป็นธรรม และปกป้องชื่อเสียงของเรา ซึ่งดำเนินการให้เป็นไปตามความชอบธรรมตามระเบียบของกฎหมาย”
ท่าทีของ “ไชยวัฒน์” ในฐานะสายตรงบุรีรัมย์ กำลังเปิดศึก ท้ารบ “อรรษิษฐ์” เต็มรูปแบบ เพราะอายุราชการของ “อรรษิษฐ์” เหลืออีก 5 ปี หากปล่อยให้อยู่ในตำแหน่งปลัดต่อไป บรรดา“สายตรง”เครือข่ายบุรีรัมย์อาจไม่ถึงฝั่งฝัน
หลังจากนี้ น่าจับตาจังหวะเปิดเกมรุก โดย“ไชยวัฒน์”ที่มีเงาของ“ครูใหญ่เน”เป็นแบ็คอัป ส่วน“อรรษิษฐ์”ที่มี“นายกฯหนู”คอยซัปพอร์ต จะรอดจากการจัดระเบียบอำนาจ“กระทรวงคลองหลอด” ของ 2 บิ๊กสีน้ำเงิน ได้หรือไม่

