วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'ชัชชาติ' ประชุม กทม.นัดท้าย ตัดเกรดตัวเอง 5 - ขรก.ห้ามเกียร์ว่าง

'ชัชชาติ' ประชุม กทม.นัดท้าย ตัดเกรดตัวเอง 5 - ขรก.ห้ามเกียร์ว่าง

'ชัชชาติ' ประชุมนัดสุดท้าย เปิดใจตัดเกรดตัวเอง 5 ทีมงาน 8 ย้ำ 6 ประเด็นเข้มช่วงเปลี่ยนผ่าน ห้ามเกียร์ว่าง-วางตัวเป็นกลางเลือกตั้ง ปลื้ม กทม.รายรับสูงกว่าจ่าย 5 พันล้าน

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) เป็นประธานการประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 5/2569 ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายก่อนครบวาระ ในวันที่ 21 พ.ค. นี้

โดยนายชัชชาติ ได้สรุปบทเรียนและสั่งการทิ้งท้ายในประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. การประเมินผลงานและหัวใจของการทำงานเพื่อประชาชน

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า ขอบคุณบุคลากรทุกคนที่ทำงานร่วมกันมาตลอด 4 ปี กทม. มีคนเก่งจำนวนมาก และเสียงสะท้อนจากประชาชนชี้ให้เห็นว่าการทำงานดีขึ้น แม้จะยังไม่เต็ม 100% แต่มีผลงานที่ตอบโจทย์ประชาชน สำหรับคะแนนการทำงาน ตนให้คะแนนตัวเอง 5 คะแนน แต่ให้ทีมงาน 8 คะแนน ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันทำงานมาอย่างดี และขอให้ทำงานอย่างต่อเนื่องต่อไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

2. การจัดการคนไร้บ้านและหาบเร่แผงลอยในช่วงเปลี่ยนผ่าน

เรื่องคนไร้บ้าน เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ดี จึงอาจทำให้คนไร้บ้านมากขึ้น ขอให้สำนักงานเขตเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ชวนคนไร้บ้านมาที่บ้านอิ่มใจ ซึ่งยังมีที่ว่างรองรับได้อีกกว่า 100 คน โดยเน้นการทำความเข้าใจและให้เหตุผลมากกว่าการบังคับ

ส่วนเรื่องหาบเร่แผงลอย ให้ยึดแนวทางเดิมอย่างเข้มข้น อย่าให้เกิดช่องว่างในช่วงเปลี่ยนผ่านของผู้บริหาร ห้ามแอบอ้างว่าผู้บริหารชุดใหม่จะอนุญาตให้กลับมาขายได้ และสั่งให้ฝ่ายเทศกิจตรวจตราให้ถี่ขึ้นเพื่อรักษาความเป็นระเบียบของทางเท้า

3. การรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและโครงการก่อสร้าง

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กำชับให้เร่งทบทวนจุดน้ำท่วมซ้ำซากจากฝนตกหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโครงการก่อสร้าง พร้อมสั่งการให้เร่งลอกท่อ ลอกคลอง และตรวจสอบโครงการที่ยังไม่เสร็จสิ้น เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังและลดผลกระทบต่อประชาชน

'ชัชชาติ' ประชุม กทม.นัดท้าย ตัดเกรดตัวเอง 5 - ขรก.ห้ามเกียร์ว่าง

4. การดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนจากผลกระทบโครงการขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังได้แสดงความเป็นห่วงโครงการบำบัดน้ำเสียฝั่งธนบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ ทั้งเรื่องยุง น้ำเสีย และปัญหาบ้านร้าว โดยได้สั่งการให้ผู้อำนวยการเขตลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และให้สำนักการระบายน้ำเข้มงวดกับผู้รับเหมาให้มากที่สุด

5. ความรัดกุมในการจดทะเบียนและแจ้งเกิดต่างด้าว

จากกรณีพบความผิดปกติในการแจ้งเกิดของบุคคลต่างด้าวในเขตที่เป็นข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ จึงได้กำชับให้ทุกเขตสำรวจกระบวนการทำงานให้รัดกุม ไม่ใช้เพียงวิจารณญาณของคนคนเดียว และให้ติดตามตัวเลขการแจ้งเกิดที่พุ่งสูงผิดปกติเพื่อป้องกันความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่

6. การวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง

ส่วนเรื่องสุดท้ายนายชัชชาติ ได้เน้นย้ำถึงเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยขอให้ข้าราชการและบุคลากรทุกคนรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ดูแลผู้สมัครทุกคนอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการทำงานในระยะยาวของ กทม.

ส่วนนายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ว่า ได้พยายามทำตามสัญญาที่ให้ไว้ โดยเฉพาะเรื่องความก้าวหน้าของบุคลากรและการสอบเลื่อนตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังเน้นเรื่องการกระจายการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งปัจจุบันทำได้ดี และควรนำบทเรียนจากจุดอ่อนจุดแข็งที่ผ่านมาไปพัฒนาให้ชัดเจนและดียิ่งขึ้น

'ชัชชาติ' ประชุม กทม.นัดท้าย ตัดเกรดตัวเอง 5 - ขรก.ห้ามเกียร์ว่าง

นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กำชับว่า ข้าราชการประจำต้องอยู่กับ กทม. ไปจนเกษียณอายุราชการ ขณะที่ฝ่ายการเมืองมาแล้วก็ไปในระยะเวลา 4 ปี ดังนั้น ความสำเร็จของงานจะเกิดขึ้นได้ หากทุกคนปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายอย่างถูกต้อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและตัวข้าราชการเอง

นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ย้ำว่า “อย่ายึดติดกับคน กทม. ต้องพัฒนาต่อเนื่อง” พร้อมขอให้ช่วยกันทำระบบให้พัฒนาต่อเนื่อง เพราะคนมาแล้วก็ไป แต่ระบบที่เข้มแข็งจะทำให้เมืองพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ

ส่งท้ายด้วย รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้กล่าว ขอบคุณทุกคน พร้อมเล่าถึงคำสอนของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ที่ว่า ให้ทำงานเหมือนจะอยู่เพียงวาระเดียว เพื่อให้ทุกอย่างเสร็จสิ้น และสร้างระบบที่แข็งแกร่งจนคนในหน่วยงานสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองและเก่งขึ้น พร้อมทิ้งท้ายว่า แม้ในอนาคตจะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นประชาชน ก็จะยังคงเป็น “ประชาชนที่น่ารัก” และช่วยตรวจสอบเมืองผ่าน Traffy Fondue ต่อไป

'ชัชชาติ' ประชุม กทม.นัดท้าย ตัดเกรดตัวเอง 5 - ขรก.ห้ามเกียร์ว่าง

ปลื้มปี 68 กทม.รายรับสูงกว่ารายจ่าย 5,000 ล้าน ย้ำใช้หลัก "งบประมาณสมดุล"

นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงกรณีที่ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ กทม. ปีงบประมาณ 2568 มีรายรับสูงกว่าประมาณการ ขณะที่รายจ่ายต่ำกว่าประมาณการ ส่งผลให้ดุลการใช้จ่ายมีรายรับสูงกว่ารายจ่าย 5,395.56 ล้านบาท เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า ในการจัดทำงบประมาณของกรุงเทพมหานคร เราจัดทำแบบ “งบประมาณสมดุล” คือรายรับและรายจ่ายเท่ากัน โดยเริ่มจากการประมาณการรายรับและวางแผนรายจ่ายให้สอดคล้องกัน เนื่องจาก กทม. จะไม่ก่อหนี้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีการกู้เงิน อย่างไรก็ตาม หากสามารถจัดเก็บรายได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับประหยัดค่าใช้จ่ายลง เช่น การประมูลงานที่ได้ราคาต่ำลง ก็จะทำให้เกิดส่วนต่างขึ้น เช่น ในปี 2568 ที่มีส่วนต่างสะสมกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาเชื่อว่าก็เคยมีทั้งช่วงที่มีเงินเพิ่มขึ้นและช่วงที่ลดลง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่รายได้ลดลง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

ส่วนหนึ่งที่เราพยายามบริหารจัดการให้มีเงินเหลือมากที่สุด เนื่องจาก กทม. มีภาระค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ BTS ซึ่งงบประมาณในส่วนนี้ไม่ได้มาจากงบประมาณปกติ แต่มาจากเงินสะสมจ่ายขาด ซึ่งเป็นเงินที่สะสมต่อเนื่องมาหลายสิบปี การนำเงินก้อนนี้ไปชำระหนี้กว่า 60,000 ล้านบาท อาจส่งผลให้ในอนาคต หากเงินส่วนนี้หมดลง ผู้บริหารชุดใหม่ที่เข้ามาอาจประสบปัญหาขาดงบประมาณสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินได้ ดังนั้น เราจึงพยายามบริหารให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้มีเงินเหลือไว้สำหรับอนาคต ย้ำว่า ไม่ได้เคลมว่าเป็นผลงานเฉพาะของเรา เพราะในอดีตก็มีทั้งช่วงที่ตัวเลขเป็นบวกและติดลบ แต่เราได้เน้นย้ำนโยบายการจัดเก็บรายได้ให้ได้มากที่สุด ควบคู่ไปกับการประหยัดค่าใช้จ่าย และการประมูลงานให้ได้ราคาที่เหมาะสมที่สุด

ทั้งนี้ จากกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เงินที่นำไปชำระหนี้ BTS มาจากเงินสะสมตั้งแต่สมัยก่อนนั้น ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวย้ำว่า ตนไม่ได้บอกว่าเงินนี้เกิดจากตนเพียงคนเดียว แต่เป็นเงินที่สะสมต่อเนื่องกันมา หน้าที่ของเราในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คือพยายามบริหารจัดการเพื่อเติมเงินเข้าตุ่ม เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นภาระที่เกิดขึ้นก่อนที่เราจะเข้ามาบริหาร จึงต้องใช้เงินที่มีอยู่ ซึ่งก็เป็นผลจากการบริหารและการสะสมงบประมาณของผู้บริหารที่ผ่านมา