“กรณ์” ซัด กู้เงิน 4แสนล้าน เป็น "พ.ร.ก.ฉวยโอกาส" จับไต๋เพื่อใช้ "คนละครึ่ง" ย้อนเอกสาร ภท. ตอนหาเสียง เตรียมใช้ 4.4หมื่นล้าน จากงบประมาณ ชี้กู้เงิน ไม่ช่วยน้ำมันราคาถูก
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ต่อกรณีการร่วมกับพรรคประชาชนเข้าชื่อเพื่อยื่นตีความการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลส่อขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่า วานนี้ (6 พ.ค.) ได้หารือร่วมกัน และพรรคประชาชน บอกว่าขอให้นำเข้าที่ประชุมสส.วันนี้ (7 พ.ค.) ก่อนจากนั้นจะให้คำตอบ ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง สส.เข้าชื่อ 100 คน ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ มี 21 เสียง ดังนั้นการยื่นเรื่องได้หรือไม่ต้องผ่านด่านพรรคประชาชนก่อน โดยทิศทางแล้วเชื่อว่าจะเห็นไปในทางเดียวกัน ว่า การออก พ.ร.ก.นั้นไม่เข้าเกณฑ์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เป็น พ.ร.ก.ฉวยโอกาส
นายกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุว่าก่อนหน้านี้ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเคยกู้เงินและถูกยื่นตีความเช่นกัน ว่า ในอดีตที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินนั้น เพราะมีวิกฤติที่แตกต่างกัน เช่น ปี 2541 ที่มีวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2552 มีวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และปี 2565 มีวิกฤติโควิด ซึ่งวิกฤติแต่ละครั้งมีสิ่งบ่งชี้ว่าจีดีพีติดลบ แต่ปัจจุบันแม้มีปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น เศรษฐกิจโตช้า แต่ยังโตอยู่ และจีดีพีในภาวะสงครามคาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5% ขณะเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย แถลงอย่างภาคภูมิใจต่อการจัดอันดับของมูดี้ส์ ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุน นอกจากนั้นแล้วการเก็บภาษียังเป็นปกติ ไม่มีวิกฤติที่เข้าเกณฑ์ต่อการออก พ.ร.ก.ตามรัฐธรรมนูญ
“พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คัดค้านการใช้เงิน หรือการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แต่ทุกอย่างมีกติกาและเหตุผล นายกฯ บอกว่าต่างคนต่างหน้าที่ ผมอยู่ฝ่ายค้านต้องดูแลประชาชนเช่นกัน เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นอาจทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก หากประเทศขาดวินัยการเงินการคลังต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุให้เศรษฐกิจล่มสลายได้ จะกลายเป็นเวเนซุเอลา ดังนั้นทุกอย่างที่รัฐบาลทำ ต้องยึดกรอบกฎหมายที่กำหนด ไม่ใช้เงินเกินควร ทำงบขาดดุลได้ แต่ต้องมีข้อจำกัดเพื่อให้ฐานะการคลังยังมั่นคง” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ปฏิเสธว่านักการเมืองอยากมีเงินใช้มากที่สุด ทำให้ไม่มีรัฐบาลไหนที่คิดว่ามีเงินพอ ดังนั้นจึงต้องมีกฎหมายกำหนดกรอบให้รัฐบาลใช้เงิน เว้นแต่เป็นกรณีจำเป็นอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งตนไม่เถียงว่ารัฐบาลอยากใช้เงินเพื่อทำโครงการ คนละครึ่ง แต่หากย้อนไปดูเอกสารของพรรคภูมิใจไทยที่เสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ตอนหาเสียง ระบุว่าโครงการคนละครึ่งจะใช้เงิน 4.4 หมื่นล้านบาท โดยเงินที่ใช้มาจากงบประมาณ ดังนั้นวันนี้ทำไมไม่ใช้เงินจากงบประมาณ
“การใช้เงินถือเป็นสิทธิแต่ต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมาย ผมไม่ปฏิเสธว่าบริบทขณะนี้เปลี่ยนไป เพราะทุกรัฐบาลมีสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา กรณีที่ใช้เงิน 4.4 หมื่นล้านบาท ให้โครงการคนละครึ่ง ทำไมไม่ใช้ เงินหายไปไหน ทั้งที่จัดเก็บรายได้เท่าเดิม ขณะเดียวกันรัฐบาลเตรียมออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ ตอนแรกบอก 1 แสนล้านบาท ตอนหลังทำได้ 5 หมื่นล้านบาท ดังนั้นทำไมไม่โอนงบไปก่อน แม้ว่าทุกอย่างมีขึ้นตอน แต่ยังไม่เห็นรัฐบาลเดินก้าวแรก รออะไรอยู่” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวต่อว่าสำหรับปัญหาวิกฤติพลังงานที่กระทบต่อต้นทุนสินค้าและทำให้ประชาชนเดือดร้อน มีวิธีที่รัฐบาลแก้ปัญหาได้ ทั้งการปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน ลดภาษีสรรสามิต ซึ่งไม่ใช่ใช้วิธีกู้เงิน เพราะต่อให้กู้เงินเพิ่ม น้ำมันยังราคาแพงอยู่ดี ดังนั้น ปัญหาไม่ใช่ว่าจะทำโครงการอะไร แต่คือเงินที่จะใช้ทำโครงการต้องถูกต้องตามกฎหมายด้วย


