มติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 5 พ.ค.2569 เห็นชอบให้ยืนยันร่างพระราชบัญญัติที่ค้างอยู่ในสภาฯ ชุดก่อน ให้เดินหน้าต่อ รวม 31 ฉบับ ตามที่ “รัชดา ธนาดิเรก” โฆษกรัฐบาลแถลงไว้ ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ. ที่ ครม.เป็นผู้เสนอ 21 ฉบับ และร่าง พ.ร.บ.ฉบับที่เสนอโดย สส.10 ฉบับ
ขณะนี้ไปถึงสำนักงานเลขาธิการสภาฯแล้ว รอดำเนินการในขั้นตอนที่ต้องขอมติจากที่ประชุมร่วมรัฐสภาสัปดาห์หน้า ก่อนครบกำหนดเดดไลน์ 12 พ.ค.2569
ทว่า ในบรรดาร่างกฎหมายที่ ครม.ยืนยันนั้น กลับไม่พบว่าได้ยืนยัน ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ค้างการพิจารณาในวาระสอง ของสภาฯชุดที่ผ่านมา
เหตุผลหนึ่งที่เชื่อกันว่า เป็นปัจจัยที่รัฐบาลสีน้ำเงินไม่ยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ค้างการพิจารณา เพราะเนื้อหาที่ถูกปรับแก้ ทั้งในชั้นกรรมาธิการ และในรัฐสภา เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเมือง
อย่าลืมว่าในร่างแก้ไขที่ผ่านชั้นกรรมาธิการ รอบนั้น “ณัฐวุฒิ บัวประทุม” สส.พรรคประชาชน เป็นผู้นำทัพพิจารณา และมี สส.พรรคส้ม-สว.อิสระ เคลื่อนไหวกดดัน ให้เนื้อหาออกมาในเชิงที่ “พรรคภูมิใจไทย” แกนนำรัฐบาลเสียงข้างน้อยขณะนั้น ยากปฏิเสธ
ทั้งประเด็นการปรับกลไกการได้มาของ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” (สสร.) ด้วยสูตร 20 หยิบ 1 ให้สิทธิ์ “รัฐสภา” จัดกลุ่มตามเสียงข้างมาก เลือก “สสร.” ที่มาจากการเลือกของประชาชนในชั้นแรก หรือการกำหนดคุณสมบัติแบบเข้ม เพื่อคัดกรองคนที่เข้ามาทำหน้าที่ยกร่างเนื้อหารัฐธรรมนูญ
รูปแบบที่กำหนดในขณะนั้น มีกลไกที่เอื้อให้กับ “บางพรรค-บางสี” ที่กระแสดี- ติดลมบนทางการเมือง ในช่วงก่อนเลือกตั้ง 69 ได้ตัวแทนเข้าไปนั่งทำหน้าที่ “สสร.” ขณะที่พรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะ “ภูมิใจไทย” ตกอยู่ในสถานะเป็นลูกไล่ ภายใต้ร่ม “สีส้ม”
ขณะเดียวกัน ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ยังมีความเสี่ยงทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม โดยเฉพาะการตัดอำนาจ สว.เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ กรณีห้ามแก้ไขหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ที่ไม่เขียนไว้ชัดเจน
ดังนั้น เมื่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับค้างท่อ มีประเด็นที่ไม่ทำให้ “ฝ่ายกุมอำนาจปัจจุบัน” มั่นใจที่จะเดินหน้าตามอำนาจของ “ครม.” ที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ จึงลงเอยด้วยการ “ไม่ยืนยัน”ให้ร่างกฎหมายได้ไปต่อ
ทว่าในสิ่งที่ “ครม.-อนุทิน” ตัดสินใจนั้น ย่อมปฏิเสธผลเสียที่อาจตามมาไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้มีผลการออกเสียงประชามติ เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กว่า 21 ล้านเสียง ชนะจำนวนไม่เห็นชอบที่ได้ 11 ล้านเสียง และโนโหวต 3 ล้านเสียง จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ “รัฐบาล” ต้องเดินหน้าทำเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ
ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากภาคประชาชน รวมถึง “ฝ่ายการเมือง” ที่สนับสนุนให้มี “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน” เตรียมทวงถาม และเรียกร้องให้ “รัฐบาลผสม” ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ทำตามเจตจำนงของประชาชนโดยเร่งด่วน
ในกรณีนี้ “นรเศรษฐ ปรัชญากร” สว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา บอกว่า หลังจากวันที่ 12 พ.ค. จะขอเข้าพบกับวิปรัฐบาลเพื่อหารือการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามผลประชามติ 8 ก.พ.2569 เพราะต่อให้รัฐบาลไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่คาอยู่ในสภาฯชุดที่แล้ว ต้องมีเหตุผล และให้ความชัดเจน
“ประชาชนแสดงเจตจำนง ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่าน 21 ล้านเสียง หากรัฐบาลไม่เร่งทำเป็นเรื่องแรก อย่างน้อยควรมีไทม์ไลน์ให้ชัดเจน ว่าจะมีร่างที่เสนอต่อรัฐสภาเมื่อใด ตั้งกรรมาธิการเมื่อใด จะปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า เพราะการแสดงเจตจงนงผ่านการออกเสียงประชามติมีความคาดหวัง รัฐบาลอย่าเลือกที่จะเงียบ หรือไม่ตอบอะไร เพื่อประวิงเวลา” นรเศรษฐ์ ตั้งประเด็น
นอกจากนั้นแล้ว กรณีที่รัฐบาลไม่แสดงท่าทีใดๆ ต่อการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ หรือเพิกเฉยต่อการยืนยันร่างแก้รัฐธรรมนูญที่คาอยู่ในสภาฯชุดก่อน “นรเศรษฐ์” มองว่า ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นความรับผิดรับชอบทางการเมืองของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สิ่งที่ประชาชนบอกชัดเจนในมติ 21 ล้านเสียง นายกฯ ควรตอบสนองเร่งด่วน ไม่ใช่ว่า ไม่ให้ความสำคัญ ไม่เห็นว่าต้องเร่งรีบ
ส่วนกรณีที่ ครม.ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้ต้องกลับไปเริ่มต้นกระบวนการนับหนึ่งใหม่ โดยชั้นนี้ยังไม่มีคำตอบใดๆ มาจาก “พรรคประชาชน” ฐานะหัวหอกรื้อมรดก คสช. ว่าจะริเริ่ม เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เมื่อใด
ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” ยังไม่ได้คุยกันถึงเรื่องนี้ โดยมองว่า ยังมีเวลาที่หยิบยกมาหารือได้ภายหลัง แบบไม่เร่งรีบ หากพิจารณาจากเกมการเมืองแล้ว อาจสบโอกาสต่อเวลา-ยืดอายุรัฐบาล เหมือนที่เคยทำมาแล้วในสมัย “รัฐบาลอนุทิน 1”
ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ครม. หรือ สส. เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกสภา หรือ 500 คน หรือ สส.-สว.เข้าชื่อร่วมกัน ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกที่มีอยู่ของสองสภาฯหรือ 140 คน สิทธิผู้ที่เสนอขอแก้ไข หรือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคนมีสิทธิ์ยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต่อรัฐสภา
ในเวลานี้ แม้สังคมจะพุ่งเป้าไปที่ปัญหาเศรษฐกิจ-วิกฤติน้ำมัน และรัฐบาลจะใช้กลไกบริหาร ออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่สะเทือนถึงความเชื่อมั่น และความนิยมทางการเมือง
ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ หากรัฐบาล หรือแม้แต่พรรคภูมิใจไทย ไม่แสดงความชัดเจนตั้งแต่เนิ่นๆ อาจกลายเป็นชนวนที่ถูกจุด จนไฟโหมลุกลามเสถียรภาพรัฐบาลได้


