วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ส่อง 2 คดี คำวินิจฉัย ‘ศาลหักศาล’ เทียบปม‘ป.ป.ช.’ ยกคำร้อง‘ศักดิ์สยาม’

ส่อง 2 คดี คำวินิจฉัย ‘ศาลหักศาล’ เทียบปม‘ป.ป.ช.’ ยกคำร้อง‘ศักดิ์สยาม’

เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ “ป.ป.ช.” อย่างหนัก ภายหลังมีมติยกคำร้องคดี ”ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตรมว.คมนาคม หจก.บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ปมหลักอยู่ที่การยื่นบัญชีทรัพย์สิน สวนทางกับคำวินิจฉัย “ศาลรัฐธรรมนูญ” ฟันปมขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี เนื่องจากมีพฤติการณ์ซุกหุ้น

ในมุมของ “ป.ป.ช.” อธิบายขั้นตอน การมีอยู่ หรือไม่มีอยู่ของหุ้น หจก.บุรีเจริญ ซึ่งในคำชี้แจงฉายภาพการฟ้องร้องดำเนินคดีกับ “นาย ศ.” โดยมีการขอซื้อหุ้นคืน ก่อนจะมีข้อตกลงระหว่างกัน ผ่านขั้นตอนของศาล

“ศักดิ์สยาม” ยังไม่พ้นบ่วงกรรม “ป.ป.ช.” ยังดำเนินการไต่สวนข้อกล่าวหา ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยมีการร้องเรียนเข้ามาในประเด็นเดียวกับที่ร้องใน “ศาลรัฐธรรมนูญ”

อย่างไรก็ตาม มีเสียงทักท้วงการทำงานของ “ป.ป.ช.” โดยเฉพาะความเห็นของ “วิชา มหาคุณ” อดีตกรรมการ ป.ป.ช. (ช่วงดำรงตำเเหน่งวันที่ 22 ก.ย.2549-22 ก.ย.2558) โดยระบุว่า การวินิจฉัยของป.ป.ช.ครั้งนี้ ส่อทำเกินหน้าที่ และไม่ยึดโยงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

รวมถึงมีความเคลื่อนไหวของ “พรรคประชาชน-พรรคประชาธิปัตย์-กลุ่ม สว.อิสระ” เตรียมเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 (140 รายชื่อ) ยื่นคำร้องให้ประธานรัฐสภา เสนอให้ “ประธานศาลฎีกา” พิจารณาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ เพื่อตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช.

ว่ากันว่า “คณะกรรมการป.ป.ช.” ย้ำกับ “ทีมป.ป.ช.” ให้หนักแน่นในข้อวินิจฉัย และข้อกฎหมายในทุกคดี

เนื่องจากที่ผ่านมา มีหลายคดีที่ “ป.ป.ช.” ชี้มูลความผิด แต่“ศาล”ยกฟ้อง ซึ่งมีข้อกฎหมายหลายอย่างที่ทำให้ ป.ป.ช.ต้องนำมาปรับปรุงการไต่สวน และการวินิจฉัยชี้มูลความผิด

ยกตัวอย่าง คดีถอดถอน “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภา กรณีร่วมกันแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา สว.มิชอบ เพื่อให้พิจารณาชี้มูลความผิด โดยช่วงนั้นที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด ส่อจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ และเสนอให้ สว. ถอดถอน “สมศักดิ์” ออกจากตำแหน่ง และตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

จากนั้นมีการยึดอำนาจโดย คสช. ทำให้มีการแต่งตั้ง สนช. ขึ้นมาทำหน้าที่แทน สว. แต่วันที่ 23 ม.ค.2558 ที่ประชุม สนช. มีมติไม่ถอดถอนนายสมศักดิ์ ในฐานะอดีตประธานรัฐสภา ด้วยคะแนน 115 : 100 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง

ความต่อเนื่องของคดีข้างต้น ในวันที่ 19 ก.ย. 2565 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อม.1/2563 คดีหมายเลขแดง อม.20/2565 ระหว่าง ป.ป.ช. ฟ้อง “สมศักดิ์” และ “อุดมเดช รัตนเสถียร” กรณีการสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา

โดยศาลตัดสินว่า พยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนของศาล ไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า “สมศักดิ์ - อุดมเดช” มีเจตนาพิเศษดังกล่าวจริง จึงมีมติให้ยกฟ้อง

อีกคดีตัวอย่าง คือคดี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี โอนย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” อดีตเลขาธิการ สมช. ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ

ย้อนไปในวันที่ 20 ก.พ. 2557 “ศาลปกครองสูงสุด” มีคำสั่งให้เพิกถอนประกาศแต่งตั้งโยกย้าย “ถวิล” โดยชี้ว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ต่อมา “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2557 ให้ “ยิ่งลักษณ์” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากโยกย้าย “ถวิล” ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 6 ก.ย. 2554 ถือเป็นการใช้อำนาจแทรกแซงแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อประโยชน์ทางการเมืองและเป็นการกระทำที่ก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา182 วรรคหนึ่ง (7) ประกอบมาตรา 268 และมาตรา 3 วรรคสอง

จากนั้นวันที่ 1 ก.ค. 2563 “คณะกรรมการ ป.ป.ช.” ชี้มูลความผิดกรณี “ยิ่งลักษณ์” กรณีโอนย้าย “ถวิล” โดยใช้เวลา 6 ปี หลังรับคำร้องในการไต่สวนและชี้มูล ทว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2566 กลับมีมติยกฟ้องคดีดังกล่าว

“คนวงใน ป.ป.ช.”อธิบายว่า แม้คำวินิจฉัยของ“ศาลรัฐธรรมนูญ”จะมีผลผูกพันทุกองค์กร แต่เมื่อมองคำตัดสินของ“ศาลฎีกา” คดี“ยิ่งลักษณ์-ถวิล” ก็ไม่ได้ตัดสินในแนวทางเดียวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยศาลปกครอง และการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.

“ตอนนี้ในวงการศาล และองค์กรอิสระ เริ่มตั้งคำถามว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กรนั้น มีผลผูกพันเฉพาะหน่วยงานอื่นยกเว้นศาลอย่างหรือไม่ ถ้าจะบอกว่าผูกพันทุกองค์กรในประเทศอย่างเด็ดขาด ศาลยุติธรรม และศาลปกครองก็ย่อมต้องผูกพันโดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกัน”

“ในทางปฏิบัติอันเป็นที่รับทราบกันนั้น แม้กระทั่งความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย ก็ใช่ว่าจะมีคำวินิจฉัยไปในแนวทางเดียวกับเสียงข้างมาก และเสียงข้างน้อยที่วินิจฉัยไปนั้น จะนับว่ามีผลผูกพันทุกองค์กรด้วยหรือไม่”

“วงใน ป.ป.ช.” อธิบายอีกว่า กรณีของ “ยิ่งลักษณ์ - สมศักดิ์” หลักในการดำเนินคดีของ “ศาลฎีกาฯ - ศาลปกครอง” ไม่สอดคล้องกับ “ศาลรัฐธรรมนูญ” จึงต้องดูหลักการใช้นิติวิธีของแต่ละศาล ที่ใช้นิติวิธีในการพิจารณาที่มีความแตกต่างกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมในการพิจารณาคดีของแต่ละศาล

ทั้งหมดคือข้อมูลอีกด้านหนึ่งจาก “วงใน ป.ป.ช.” หลังต้องเผชิญแรงต้านจากคดี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ซึ่งยังมีเดิมพันใหญ่อยู่ที่คดีจริยธรรมร้ายแรง โจทย์หลักของ “ป.ป.ช.” ต้องจับตาการอธิบาย การสื่อสาร ว่าจะกอบกู้วิกฤติครั้งนี้ได้หรือไม่