‘ชัยวัฒน์’ แคนดิเดตชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เปิด 4 นโยบาย ‘กรุงเทพง่ายๆ’ ยกระดับศูนย์เด็กเล็ก-ดูแลผู้สูงวัย ค้าขายง่ายไร้ส่วย สร้างเมืองที่เดินเท้าได้ แก้ระบบขนส่ง
เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 เวลา 17.30 น. ที่ชั้น 5 ห้อง Mitr-ting room สามย่านมิตรทาวน์ พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดแคมเปญเลือกตั้ง กทม. “กรุงเทพง่าย ๆ by ผู้ว่าประชาชน” เปิดตัว “ดร.โจ” นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. เป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. รวมถึงเปิดตัวผู้สมัคร สก.ของพรรค
นายชัยวัฒน์ กล่าวภายหลังเปิดตัวเป็นแคนดิเดตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ตอนหนึ่งว่า ถ้าเราไปถามป้าขายข้าวแกง ถามไรเดอร์ ถามพนักงานออฟฟิศว่า ชีวิตของเขาง่ายหรือไม่ คำตอบที่ได้ไม่มีใครบอกว่าชีวิตของเขาง่ายเลย เพราะชีวิตในกรุงเทพฯมันยาก ลองหลับตานึกภาพตาม เดินทางยากหรือไม่ ตอนเช้าไปทำงานเป็นอย่างไรบ้าง พ่อแม่จะออกไปทำงาน ตื่นตีห้า ออกจากบ้านหกโมง ถ้าต้องไปหาหมออาจต้องตื่นตีสาม ออกจากบ้านตีสี่ เลี้ยงลูกยากหรือไม่ ตนเป็นพ่อลูกหนึ่ง เวลาเราออกไปทำงาน ก็ต้องหาคนมาคอยดูแล ถ้าไม่มีญาติผู้ใหญ่ช่วยดูแล อาจต้องหยุดงาน เลี้ยงพ่อแม่ยากหรือไม่ พาพ่อแม่ไปหาหมอยากหรือไม่ บางคนอาจต้องเสียสละความฝันออกจากงาน เพื่อดูแลพ่อแม่ที่เริ่มแก่ชรา
หางานยากหรือไม่ ในยุคที่คนตกงาน ในยุคที่เทคโนโลยี มีเอไอเข้ามาแทน ชีวิตกรุงเทพฯมันยาก ที่ชีวิตพวกเรายากเพราะเรายากจริง ๆ แต่เหมือนคนกรุงเทพฯจะชาชินกับมันไปแล้ว ต่อสู้ชีวิตมีเป้าหมายหาเงินเพื่อให้มีเงินมากพอ เพื่อจะได้มีชีวิตที่ง่าย ที่สบาย จนลืมไปแล้ว เลิกเชื่อไปแล้วว่า เงินกรุงเทพฯจะทำให้ชีวิตของพวกคุณดีกว่านี้ได้ นี่คือความหดความแคบลงของความหวังของคนกรุงเทพฯ ที่เชื่อว่า กทม.จะทำให้ชีวิตดีได้ต้องต่อสู้ดิ้นรนด้วยตัวเอง จนลืมไปว่าชีวิตกรุงเทพฯไม่ควรยากอย่างนี้เลย
พูดในฐานะเป็นคน กทม.เกิดและโตที่นี่ ใช้ชีวิตเติบโตมาในย่านตลาดพลู ย่านเก่าแก่ฝั่งธนบุรี บ้านเป็นห้องแถว 1 คูหา พ่อค้าขาย แม่เป็นแม่บ้าน จำได้สมัยประถมศึกษา ยังต้องช่วยน้าไปขายถุงเท้านักเรียน หางานพิเศษที่แผงริมถนนย่านบางลำพู เพื่อเก็บเงินหาเงินมาซื้อของที่ตัวเองอยากได้ สมัยมัธยมศึกษา เรียนที่สวนกุหลาบ นั่งรถเมล์ไปเรียน แต่รถติดไปโรงเรียนสาย ต้องลงจากรถเมล์ไปต่อเรือหางยาวหนีรถติด เรียนมหาวิทยาลัยที่วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ นั่งรถเมล์เพื่อเดินต่อไปยังคณะ พอเรียนจบรับปริญญา ไปทำงานย่านลาดพร้าว ต้องขึ้นรถ 4 ต่อ
นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ถ้าพูดถึงชีวิตที่ยาก ตนพูดได้เต็มปากว่าสัมผัสมาตั้งแต่เกิด แต่อยากให้ทุกคนร่วมฝันถึงชีวิตคน กทม.ที่ดีกว่านี้ จะมีอะไรฝันร่วมกันได้บ้างหรือไม่ ในการเลือกตั้ง กทม.ที่จะมาถึงนี้ ที่ผ่านมาเราได้ยินการพูดคุยถกเถียงกันเรื่องอะไรบ้าง ส่วนมากเป็นว่า คนนั้นคนนี้กำลังจะสมัครผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ ใครจะเป็นผู้ว่าฯ กทม.ดี แล้วจบแค่นั้นเลย แทบจะไม่มีการพูดถึงวาระของเมือง กทม. ว่าควรเป็นเมืองแบบไหน คน กทม.ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร จึงอยากชวนทุกท่านตั้งคำถามว่า กรุงเทพฯดีแค่นี้พอแล้วจริง ๆ เหรอ มั่นใจว่ากรุงเทพฯต้องดีกว่านี้ได้ และคนกรุงเทพฯอย่างพวกเราสมควรมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ได้
ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค ปชน. ยังกล่าวว่า พ่อแม่พี่น้องชาวกรุงเทพฯทุกท่าน ถ้าพวกท่านติดตามการทำงานของพวกเรา ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล จนถึง ปชน. จะเห็นความตั้งใจในการทำงานและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเรามาโดยตลอด และเราถนัดทำงานที่ยาก แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรค ปชน.ไม่ได้แค่เสนอผู้ว่าฯ กทม.เพียง 1 คนมาให้เลือก แต่เราเสนอวาระของ กทม.ว่า ควรจะมีอนาคตเป็นเมืองหลวงอย่างไร คน กทม.ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร และตน โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯประชาชนของคน กทม. มีวาระมานำเสนอ เพราะต้องการเห็น กทม.เป็นเมืองที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตระดับมหานครชั้นนำของโลก
กทม.ควรต้องเป็นเมืองหลักพิง และเป็นลมใต้ปีกเมื่อคุณไปข้างหน้า เป็นเมืองโอบอุ้มเมื่อคุณลำบาก และเมืองให้โอกาสในวันที่คุณอยากก้าวกระโดด สำหรับตน กทม.ไม่ใช่สถานที่ แต่คือผู้คน ตนมีโอกาสใช้ชีวิตทั้งเรียนหนังสือและทำงานที่ญี่ปุ่นมากกว่า 10 ปี ที่นั่นมีปรัชญาอย่างหนึ่งในการพัฒนาเมือง มีคนเป็นศูนย์กลาง และสิ่งที่ได้รับกลับมาคือ การมองคนเป็นขุมทรัพย์ของเมือง
เข้าใจดีว่าการบริหารงาน กทม.มีข้อจำกัดมากมาย ทั้งอำนาจ ทั้งงบประมาณ แต่เมืองกรุงเทพฯ ต้องพัฒนาได้มากกว่าขีดจำกัดของ กทม. และเพื่อไปสู่จุดนั้น เราต้องทำให้ กทม.เป็นเมืองที่พัฒนาคน เพื่อให้คนกลับไปเป็นพลังที่พัฒนาเมือง สำหรับการพัฒนาคน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ เวลา กทม.ทุกวันนี้เป็น กทม.ที่เต็มไปด้วยความยาก แค่การใช้ชีวิตแต่ละวัน เราก็สูญเสียเวลาไปแล้ว 3-4 ชม. เพราะฉะนั้นจุดเริ่มต้นทำให้เมืองนี้พัฒนาคน คือต้องคืนเวลาให้กับคน กทม. และนี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องทำให้กรุงเทพฯง่าย
ขอฉายภาพกรุงเทพฯของเราผ่าน ไฮไลต์ 4 ชุดนโยบายของพรรค ปชน. กรุงเทพง่าย ๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
1.การเลี้ยงครอบครัวง่าย กทม.ต้องช่วยให้คนเลี้ยงลูกง่าย ต้องเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกล้าที่จะมีลูก ตนเป็นพ่อลูก 1 เข้าใจพ่อแม่ทำงานดีว่า ต้องหาญาติผู้ใหญ่มาช่วยดูแล กทม.ต้องลงทุนพัฒนาเด็กเล็ก ยกระดับมาตรฐานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้พ่อแม่เชื่อมั่น ฝากเลี้ยงมั่นใจ
นอกจากนี้สังคมไทยกำลังเป็นสังคมสูงวัย กทม.มีผู้สูงวัย 1.4 ล้านคน เริ่มติดบ้าน 2 หมื่นคน ติดเตียง 1.5 หมื่นคน ถ้าพ่อแม่เริ่มเดินไม่ไหว เริ่มจำไม่ได้ เราจะทำอย่างไร 1.ทำงานหาเงินจ้างคนช่วยดูแล 2.ลาออกจากงาน เพื่อออกมาดูแลพ่อแม่ 2 ทางนี้ไม่ยุติธรรมเลยกับคน กทม. ดังนั้น กทม.จะต้องมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่เป็นสูง Declare ให้ลูกวัยทำงาน เอาพ่อแม่มาส่งตอนเช้า และรับกลับตอนเย็นได้ เพื่อให้มีสังคม มีเพื่อน มีกิจกรรมทำ
ยังมีผู้สูงวัยอีกจำนวนหนึ่งที่ติดบ้านติดเตียง เราจำเป็นต้องมีผู้ดูแลผู้ติดบ้าน ติดเตียง อีกกว่า 5 พันคนเพื่อดูแลผู้สูงอายุในบ้าน ให้ลูกในวัยทำงานไปทำงานได้ โดยนักดูแลผู้สูงอายุเหล่านี้ดูแลแทนจนถึงเย็น แล้วกลับมาบ้าน กทม.ต้องเป็นเมืองที่ช่วยดูแลครอบครัว หลักพิงให้สังคมสูงวัย
เรื่องหาหมอ การที่ต้องรอใบส่งตัว กทม.สามารถช่วยตรงนี้ เราเพิ่มศักยภาพศูนย์บริการสาธารณสุขเหล่านี้ เพื่อรองรับสิทธิบัตรทอง แก้ไขปัญหาใบส่งตัว
2.ค้าขายง่าย ไม่ต้องจ่ายส่วย กทม.ต้องให้โอกาสค้าขาย ใช้พื้นที่ของ กทม.และของรัฐ การพัฒนาย่านท่องเที่ยวโดยประชาชนในย่านนั้นเอง เพราะ กทม.เป็นเมืองท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวมาปีละกว่า 30 ล้านคน เราก็มีย่านท่องเที่ยวเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ ย่านเหล่านี้ถ้าเอาประชาชนในย่านนั้น มาเป็นตัวนำในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สร้างเรื่องราวของเมือง สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ให้กับเมือง พัฒนาย่านชุมชนนั้น ๆ
การสร้างงานสร้างอาชีพ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเพิ่งเผยแพร่งานวิจัยว่า ปีนี้คนไทยเฉลี่ยถูกเลิกจ้างเดือนละ 4 หมื่นคน กทม.จะช่วยพวกเรารับมือเรื่องเหล่านี้อย่างไรได้บ้าง กทม.มีโรงเรียนฝึกอาชีพอย่างน้อย 10 แห่ง เป็นโอกาสอันดีที่จะเปลี่ยนโรงเรียนฝึกอาชีพเหล่านี้ ให้เป็นศูนย์ Re-Skill พร้อมกับการจ้างงาน ของนายจ้างที่ต้องการหาคนงานมาฝึกทักษะ พร้อมหางานให้คนทำไปพร้อม ๆ กัน นี่คือการทำให้กรุงเทพฯเป็นลมใต้ปีก ค้าขายง่าย หางานง่าย คว้าโอกาสง่าย และนี่คือสิ่งที่ กทม.สามารถทำให้ทุกคนได้
3.เดินทางง่าย สิ่งที่คนไม่มีรถต้องการจากเมืองนี้คือ เราต้องการ กทม.ที่สามารถเดินเท้า เพราะการเดินเท้าได้ เอื้อให้เราหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น กทม.จำเป็นต้องมีทางเดินในร่ม ในจุดเชื่อมต่อของขนส่งสาธารณะ เช่น สถานีรถไฟ ป้ายรถเมล์ ท่าเรือ ทุกการเชื่อมต่อเหล่านี้ ถ้าทำให้เป็นการเดินทางที่เดินเท้า คนจะใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น เมื่อออกจากบ้านไปแล้ว ทำอย่างไรให้เราไม่ต้องรอลุ้นว่า รถเมล์มาเมื่อไหร่ กทม.จะเป็นเจ้าภาพรวมข้อมูลเหล่านี้ จากเรือ รถไฟ รถเมล์ ให้เราสามารถดูได้ วางแผนการเดินทางได้ มีข้อมูลพิกัด GPS เรียลไทม์ ทำให้วางแผนการเดินทางได้ คนใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น เรายังสามารถเพิ่มเส้นทางเดินรถเมล์
กทม.มีอำนาจจำกัด แต่มีเส้นทางเดินรถที่กรมการขนส่งทางบกออกใบอนุญาตแล้ว แต่ไม่มีเอกชนมาวิ่งจำนวนมาก กทม.สามารถไปดำเนินการให้มีประสิทธิภาพได้ รวมถึงเส้นทางเดินเรือเมล์ใน 3 คลอง เป็นสิ่งที่ทำได้ทันที การทำให้ กทม.เป็นเมืองที่คนเดินทางง่าย โดยไม่ต้องมีรถ เป็นการคืนเวลาบนท้องถนนให้คน กทม.
4.ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องทนกับกลิ่นขยะ ไม่ทนกับการติดต่อราชการอย่างไม่ตรงไปตรงมา เวลาของคน กทม.มีคุณค่าและสำคัญกว่าการเอาไปใช้กับเรื่องเหล่านั้น การกำจัดขยะต้องมีมาตรฐาน โรงกำจัดขยะกลางเมือง หากปล่อยกลิ่นเหม็น จำเป็นต้องหยุดดำเนินการทันที และปรับปรุงให้เป็นระบบปิด ที่ไม่ส่งกลิ่นเหม็น เป็นไปตามมาตรฐานสาธารสุข การติดต่อราชการ การขอใบอนุญาตต่าง ๆ ทั้งใบเล็ก ใบใหญ่ อาจมีทางเลือก 2 ทาง 1.รอ 2.จ่ายใต้โต๊ะ ระบบแบบนี้ ไม่ควรต้องมีอีกต่อไป คน กทม.ควรได้รับการบริการโปร่งใส ตรงไปตรงมาจาก กทม. กทม.ต้องเป็นเมืองเรื่องที่ถูกต้องตรงไปตรงมาเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่สร้างภาระให้คนที่ต่อสู้
“ผมรักกรุงเทพฯ และภูมิใจที่เป็นคนกรุงเทพฯ การเลือกตั้งที่จะมาถึงใน กทม.ครั้งนี้ พวกเราทุกคนมีทางเลือก ภายใต้งบ 1.2 แสนล้านบาทต่อปี บุคลากรกว่า 1 แสนคนของ กทม. เราไม่ได้เลือกแค่ผู้ว่าฯ แต่เราจะเลือกเมืองกรุงเทพฯที่ดีกว่านี้ได้หรือเปล่า เลือกวาระเมืองกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เราไม่ต้องต่อสู้เพียงลำพัง เลือกวาระเมืองกรุงเทพฯให้เป็นเมืองหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อเราพร้อมไปข้างหน้า นี่คือวาระที่ผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯประชาชนของคนกรุงเทพฯ ขอนำเสนอให้คนกรุงเทพฯเลือก” นายชัยวัฒน์ กล่าว

