ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ดำเนินนโยบาย แก้กฎหมายให้ทันกับสถานการณ์ ปัญหาคอร์รัปชัน สร้างความโปร่งใสในการบริหาร สร้างความเชื่อมั่นให้คนในชาติ รวมถึงต่างชาติ ทว่า “ฝ่ายการเมือง” กลับทำหน้าที่ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากระบบการเมืองไทยปัจจุบัน ไปโฟกัสเรื่อง “บ้านใหญ่-ผู้ทรงอิทธิพล” เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ
ทำให้เครือข่ายภาคประชาชน กลายเป็น “ฟันเฟืองชิ้นสำคัญ” ในการช่วยตรวจสอบ สอดส่องการกระทำผิดของนักการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐแทน โดยมีสำนักงาน ป.ป.ช.คอยประสานงาน ช่วยเหลือ สนับสนุน ให้มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนต่างๆ จากประชาชน
อธิบายให้ง่ายคือ ภาคีภาคประชาชน ทำหน้าที่ “Whistleblower” หรือ “ผู้แจ้งเบาะแส” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญ ที่ช่วยสนับสนุนการทำหน้าที่ของหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตของไทย โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เป็น “หัวแถว” องค์กรสำคัญองค์กรหนึ่งที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้
ที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช.เล็งเห็นถึงความสำคัญของ เครือข่ายภาคประชาชนว่ามีบทบาทที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อเฝ้าระวังการทุจริต เพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 33 เปิดช่องทางส่งเสริมให้ “ภาคประชาชน” รวมตัวกัน เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งข้อมูล เบาะแส หรือพยานหลักฐาน สำหรับการกระทำความผิดที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แน่นอนว่าภาคีเครือข่ายภาคประชาชนเหล่านี้ ย่อมได้รับ “ความคุ้มครอง” ในฐานะพยานจากรัฐอย่างเต็มที่
เหตุผลข้างต้นจึงนำไปสู่การจัดตั้ง “เครือข่ายเฝ้าระวัง สำนักงาน ป.ป.ช.” หรือ “We Strong” เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนรวมตัวกัน สร้างความตระหนักรู้เรื่องปัญหาการทุจริต เกิดการร่วมกันต่อต้านการทุจริต ผ่านการแจ้งเบาะแสทางเว็บไซต์ หรือสื่อสังคมออนไลน์ ร่วมกันต่อต้านการทุจริต ชี้เบาะแส รวมถึงเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตขึ้น
นอกจากนี้ยังร่วมกันปลูกฝังให้ประชาชนมีจิตสำนึก เกิดค่านิยมต่อต้านการโกง มีจิตสำนึกสาธารณะ ไม่ทนต่อบุคคลที่กระทำการทุจริต นำไปสู่การสร้าง “สังคมโปร่งใส ไม่ทนต่อการทุจริต” เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช. รวมถึงหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตต่าง ๆ
ซึ่งเครือข่ายเฝ้าระวัง We Strong นั้น ได้ขยายภาคีเครือข่ายลงลึกไปครบ 77 จังหวัดทั่วไป ในนาม “ชมรม Strong ต่อต้านการทุจริต” ในแต่ละจังหวัด เพื่อขุดคุ้ยเรื่องไม่ชอบมาพากล แจ้งเบาะแสเกี่ยวกับความไม่โปร่งใส ในการทำงานของหน่วยงานของรัฐ ที่ผ่านมาได้แจ้งเบาะแสให้กับ ป.ป.ช.เพื่อขับเคลื่อน “มาตรการป้องกัน” ไม่ให้งบประมาณของรัฐ ต้องสูญเสียไป นอกจากนี้หลายครั้งยังนำไปสู่การ “จับกุม” บุคคลผู้กระทำผิดอีกด้วย
ดังที่เห็นปรากฏจากสื่อมวลชนหลายสำนัก ข่าวเกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริตหลายโครงการ ทั้งระดับท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ หลายกรณีเกิดขึ้นจาก “Whistleblower” ตัวเล็ก ๆ จากภาคประชาชน ที่เป็นคน “แจ้งเบาะแส” จนนำไปสู่การขยายการจับกุมเรื่องอื้อฉาวระดับชาติหลายคดีด้วยกัน เช่น คดีทุจริตเงินทอนวัด คดีทุจริตอาหารกลางวันโรงเรียน คดีทุจริตเกี่ยวกับการก่อสร้างไฟถนน เป็นต้น
นอกจากภาคีเครือข่ายของสำนักงาน ป.ป.ช.เองแล้ว ยังมีภาคีเครือข่ายภาคประชาชนอื่น ๆ ที่ร่วมกันดำเนินงาน สนับสนุนร่วมกัน เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ซึ่งถูกริเริ่มขึ้นโดย “ภาคเอกชน” ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554 เพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอันเลวร้าย และบั่นทอนการพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันมีภาคเอกชน ภาครัฐ และองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมมากถึง 54 องค์กร
แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นได้ เป็นเพราะสำนักงาน ป.ป.ช.เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการสร้างภาคีเครือข่าย ปลูกฝังให้สังคมตระหนักรู้ถึงพิษภัยการทุจริต จนออกมาเป็นกฎหมาย ป.ป.ช. เปิดช่องให้ภาคประชาชนขับเคลื่อนเรื่องราวเหล่านี้ได้ อย่างที่เห็น และเป็นอยู่ในตอนนี้
บทความนี้ สนับสนุนโดยกองทุน ป.ป.ช.หากพบเห็นการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ร้องเรียนได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูล สำนักงาน ป.ป.ช. โทร.1205 หรือ www.nacc.go.th หรือสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด


