วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘อนุทิน’ ประกาศไม่มีเคลียร์ ‘ธุรกิจนอมินี’ทุกคดี ลุยปราบสกัดฟอกเงิน

‘อนุทิน’ ประกาศไม่มีเคลียร์ ‘ธุรกิจนอมินี’ทุกคดี ลุยปราบสกัดฟอกเงิน

“โฆษกรัฐบาล” เผย เดินหน้าปราบธุรกิจนอมินี ใช้เทคโนโลยีคัดกรองนิติบุคคลเสี่ยงทำผิดกฎหมาย สกัดฟอกเงิน “อนุทิน” ประกาศชัด ไม่มีเคลียร์เด็ดขาดทุกคดี ปกป้องผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ความมั่นคงประเทศ ปชช.แจ้งเบาะแสผ่าน 1570

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปราม “ธุรกิจนอมินี” อย่างจริงจัง โดยได้ยกระดับมาตรการป้องกันทั้งการเชื่อมโยงข้อมูล การขยายผลเชิงรุก และการเพิ่มความรัดกุมของกฎหมาย ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์และเชื่อมโยงฐานข้อมูลหน่วยงาน เพื่อคัดกรองนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย

เป้าหมายสำคัญคือ การสกัดการนำสถานะนิติบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ ทั้งการฟอกเงินและการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใสและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมในระยะยาว

ทั้งนี้ ภายหลังการยกระดับปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 พบว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงถึง 60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้รายงานผลการตรวจสอบนิติบุคคลต้องสงสัย โดยพบกรณีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ 50% และลักลอบประกอบธุรกิจที่อยู่ในบัญชีท้ายของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย เบื้องต้นพบว่า มีนิติบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และอาจฝ่าฝืนกฎหมาย จำนวน 6,551 ราย

สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ที่มีส่วนรู้เห็นหรือไม่ป้องกันการกระทำความผิด อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย

“นายกรัฐมนตรีอนุทิน เดินหน้าปฏิบัติการลุยปราบธุรกิจผิดกฎหมายทุกประเภท สแกมเมอร์-นอมินี-ทุนเทา  โดยเฉพาะการปราบปรามการใช้ชื่อแทน (Nominee) มุ่งเป้าไปที่ขบวนการที่ใช้คนไทยเป็น "นอมินี" ทำธุรกรรมแทนกลุ่มทุนต่างชาติ เช่น การประกอบธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทย การถือครองที่ดิน และธุรกิจที่มีส่วนเชื่อมโยงไปยังธุรกิจสีเทา โดยนายกรัฐมนตรีประกาศชัด "ไม่มีเคลียร์ เด็ดขาดทุกคดี" เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและดูแลความมั่งคงของประเทศ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน สายด่วน 1570”  โฆษกรัฐบาล ระบุ