วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘หุ้นศักดิ์สยาม-ฮั้วสว.’ครหาฟอกขาว บทพิสูจน์ป.ป.ช.-กกต. องค์กร‘(ไม่)อิสระ’?

‘หุ้นศักดิ์สยาม-ฮั้วสว.’ครหาฟอกขาว บทพิสูจน์ป.ป.ช.-กกต. องค์กร‘(ไม่)อิสระ’?

การทำหน้าที่ในฐานะองค์กรอิสระของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ในการพิจารณาคดีสำคัญทางการเมือง จนถึงเวลานี้ ยังถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง กรณีมีมติยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม ถูกกล่าวหาคดีซุกหุ้น หรือใช้นอมินีถือหุ้นแทนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ

 ระยะเวลาที่ทิ้งช่วงนานกว่า 8 เดือน หลัง ป.ป.ช.มีมติแบบเงียบๆ ไปเมื่อวันที่ 8 ก.ย.2568 ก่อนมีการเปิดเผยมติดังกล่าวต่อสาธารณชนในเดือนเม.ย.2569 ย่อมตามมาด้วยคำถาม ในฐานะองค์กรอิสระที่ดูเหมือนจะไม่อิสระในเวลานี้ อีกทั้งถูกพุ่งเป้าไปที่ประเด็นสุ่มเสี่ยงต่อการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.

ทั้ง ระเบียบ ป.ป.ช. ข้อ 87 และ 88 ที่ระบุว่า เมื่อ ป.ป.ช. หรืออนุฯ ชุดหนึ่งชุดใด มีมติอย่างหนึ่งอย่างใด ให้ดำเนินการแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ถูกกล่าวหา และผู้ถูกร้องภายใน 15 วัน 

ไหนจะ มติ ป.ป.ช. สวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 16 ม.ค.2567​ ที่ให้ความเป็นรัฐมนตรีของ “ศักดิ์สยาม” สิ้นสุดลง โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่ 3 มี.ค.2566 ที่กำลังเป็นไฟลามทุ่ง และถูกล็อกเป้าทั้งจากในและนอกสภา

‘หุ้นศักดิ์สยาม-ฮั้วสว.’ครหาฟอกขาว บทพิสูจน์ป.ป.ช.-กกต. องค์กร‘(ไม่)อิสระ’?

 เกมฝ่ายค้านไล่เช็กบิล ป.ป.ช.

เห็นได้ชัดจากการเดินเกมของ พรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่กำลังชิงจังหวะเขย่าความเชื่อมั่นรัฐบาล ในวันที่ถือดุลอำนาจการเมือง ทั้ง “พรรคประชาชน” ที่กำลังหาแนวร่วม เข้าชื่อสมาชิกรัฐสภาทั้ง สส.ฝ่ายค้าน และสว.สายอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ 236 ยื่นต่อประธานสภาฯ เพื่อส่งศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนป.ป.ช.กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณียกฟ้อง “ศักดิ์สยาม”

พร้อมเดินเกมคู่ขนาน คือการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ตัดอำนาจ “ประธานรัฐสภา” ที่ต้องใช้ดุลพินิจในก่อนเสนอศาลฎีกาฯ เพื่อพิจารณา

ขณะที่ “พรรคประชาธิปัตย์” นอกจากจะร่วมเข้าชื่อกับพรรคประชาชนแล้ว ยังเตรียมยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.ให้ทบทวนคำวินิจฉัยในกรณี “ศักดิ์สยาม” เพราะพบ “หลักฐานใหม่” ที่เชื่อได้ว่า ป.ป.ช.จงใจมองข้าม และตัดสินข้อกล่าวหาในทางที่เป็นคุณกับฝ่ายผู้ถูกร้อง 

ยังไม่นับรวมสารพัดคำร้องของบรรดา“นักร้อง” ที่เดินสายยื่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบรายวันในเวลานี้ 

‘หุ้นศักดิ์สยาม-ฮั้วสว.’ครหาฟอกขาว บทพิสูจน์ป.ป.ช.-กกต. องค์กร‘(ไม่)อิสระ’?

หากผ่าดุลอำนาจของ “8 อรหันต์” ป.ป.ช.ที่กำลังถูกตั้งคำถามในเวลานี้ ประกอบด้วย สุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เอกวิทย์ วัชชวัลคุ แมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ภัทรศักดิ์ วรรณแสง ประภาศ คงเอียด เพียรศักดิ์ สมบัติทอง  สุชาติ สุนทรีเกษม มนูภาน ยศธแสนย์ 

ในจำนวนนี้ มีกรรมการ ป.ป.ช.4 คน ที่เพิ่งผ่านเส้นทางการสรรหาของ สว.ชุดปัจจุบัน ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “สภาสีน้ำเงิน” จึงตอกย้ำข้อครหา เกมฮั้วของ 2 เสาอำนาจ คือฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ให้ดังก้องมากยิ่งขึ้น

ภายใต้มาตรฐานเกี่ยวกับการพิจารณาคดีของป.ป.ช.ในกรณีอื่นๆ ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามในเวลานี้ จึงมีการหยิบยกมาตรา 211 วรรค 4 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร โดยเปรียบเทียบกับกรณีป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ เพื่อเอาผิด “44 อดีตสส.”พรรคก้าวไกล ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 

กรณีนี้ถือเป็น“ดาบสอง” หลังศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 11 คน ในจำนวนนี้คือ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นเวลา 10 ปี มีผลเมื่อเดือนส.ค.2567

5 ปมย้อนแย้ง “ศาลรัฐธรรมนูญ-ป.ป.ช.”

 ภายใต้ “มาตรฐานใหม่” ของป.ป.ช.ในคดี “ศักดิ์สยาม” เมื่อลงรายละเอียด จะเห็นถึงการพิจารณาที่เป็นไปคนทิศละทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 5 ประเด็น 

ประเด็นแรก ประเด็นใครเป็นเจ้าของหุ้น ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชัดถึงพฤติการณ์ที่ “ศักดิ์สยาม” ยังเป็นเจ้าของหุ้น โดยพบนิติกรรมอำพรางให้ นาย “ศ.” เป็นผู้ถือหุ้นแทน  ขณะที่คำวินิจฉัยของป.ป.ช.กลับบอกว่า “ศักดิ์สยาม” มีการโอนหุ้นให้ “ศ.” โดยชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นที่สอง เงินจำนวน 119.5 ล้าน ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่าเป็นของ “ศักดิ์สยาม” ขณะที่คำวินิจฉัยของป.ป.ช.กลับบอกว่า เป็นของ นาย “ศ.”

ประเด็นที่สาม การยื่นบัญชีทรัพย์สิน กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัย ขณะที่คำวินิจฉัยของป.ป.ช.ระบุว่า ไม่ได้จงใจปกปิด หรือยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ 

ประเด็นที่สี่ ฐานกฎหมาย การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ใช้การพิจารณาตามมาตรา 187 และ 170(5) ของรัฐธรรมนูญ ขณะที่ป.ป.ช. พิจารณาตามมาตรา 111 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.

ประเด็นที่ห้า คำวินิจฉัยคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ“ศักดิ์สยาม” สิ้นสุดลง ขณะที่ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องในคดีดังกล่าว

“จริยธรรม”พิสูจน์ป.ป.ช.องค์กร (ไม่) อิสระ? 

จนถึงเวลานี้ “ศักดิ์สยาม” ยังมีอีกหนึ่งคดีที่ค้างอยู่ในป.ป.ช. คือ คำร้องในความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง 

 กรณีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้คำวินิจฉัยเมื่อเดือนม.ค. 2567 ชี้ว่า “ศักดิ์สยาม” ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริงใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยใช้ผู้อื่นถือแทน ซึ่งฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 187

ภายใต้คำถามว่า เวลานี้ ป.ป.ช.ดำเนินการไปถึงขั้นไหน และจะมีมาตรฐานอย่างไร หากเทียบกับคดีการเมืองที่สำคัญ อาทิ คดี “คลิปเสียงอังเคิล” ซึ่งมี “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นถูกกล่าวหา และอยู่ในขั้นตอนการไต่สวนของ ป.ป.ช.หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้อดีตนายกฯ พ้นจากตำแหน่ง 

ท่ามกลางปริศนา 1 ที่ว่างใน ครม.อนุทิน ซึ่งถูกคาดการณ์ว่า เว้นว่างไว้ให้น้องชายครูใหญ่สีน้ำเงิน ในวันที่พ้นมลทิน จึงได้เห็นสัญญาณจาก “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องชิงออกมาสกัดไฟลามทุ่ง ยืนยัน “จะไม่มีการตั้งศักดิ์สยามในครมชุดนี้อย่างแน่นอน”

เดิมพันกกต."ฮั้วสว."ฟอกขาวสีน้ำเงิน

ขณะที่อีกหนึ่งองค์กรอิสระ ที่กำลังถูกตั้งคำถามในเวลานี้ หนีไม่พ้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในการทำคดีฮั้วสว.หลังจากก่อนหน้านี้ อนุกรรมการคณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นค้านกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ โดยระบุว่า หัวหน้าทั้ง 229 คน “ไม่มีมูลความผิด” 

ภายใต้ข้อครหา ฟอกขาวให้กับ “พลพรรคสีน้ำเงิน” ที่มีทั้ง “ซูเปอร์คีย์แมน”  ทั้ง “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่สีน้ำเงิน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค และ“ไชยชนก ชิดชอบ”รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เลขาธิการพรรค

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหว สำนักงานกกต.ได้ส่งผลการพิจารณาดังกล่าวให้กับ “7 อรหันต์กกต.” เพื่อชี้ขาดด่านสุดท้าย โดย“แสวง บุญมี” เลขาธิการกกต. เปิดเผยระหว่างการประชุมวุฒิสภา เมื่อปลายเดือน เม.ย. 2569 ว่า คดีดังกล่าวถือเป็นกรณีพิเศษที่มีความซับซ้อนสูงสุดเท่าที่เคยมีมา เนื่องจาก กกต. ได้นำคำร้องทุกกรณีมารวมเป็นสำนวนเดียวกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมของขบวนการทั้งหมด

จากลักษณะการกระทำความผิด ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทำให้พยานหลักฐานในสำนวน มีจำนวนมหาศาล รวมแล้วเกือบ 90,000 หน้า กกต. ชี้แจงว่า แม้จะมีกรอบเวลาดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 ปี แต่การตรวจสอบต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบมากกว่าคดีอาญาทั่วไป เพื่อให้พยานหลักฐานชัดเจน ปราศจากข้อสงสัย ก่อนนำเสนอต่อชั้นศาล 

เหนือไปกว่านั้น ต้องจับตาคดีฮั้วสว. ยังมีในส่วนของคดีอั้งยี่ ซ่องโจร ซึ่งคดีนี้ดีเอสไอใช้อำนาจส่งตรงไปอัยการ โดยมีจำนวน 8 คนที่ถูกกล่าวหา 

ที่น่าสนใจคือ จำนวนผู้ถูกกล่าวหา กลับมีแค่ระดับปฎิบัติการ จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ต่างอะไรกับการ “ตัดตอน” เพื่อไม่ให้ไปถึง “ผู้คุมเกมตัวจริง” จึงเป็นที่มาของการที่อัยการตีกลับเรื่องดังกล่าว มายัง กกต.เพื่อสกัดปมเสี่ยง ที่อาจนำมาสู่การร้องเอาผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือเลือกปฏิบัติ  

ดังนั้น การทำหน้าที่ของ “2 องค์กรอิสระ” จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่า จะดับไฟที่กำลังลุกลามในเวลานี้ได้อย่างไร  

ขณะเดียวกันสถานการณ์รัฐบาล ภายใต้การนำของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่แม้จะคุมองคาพยพบนกระดานอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ

ทว่าภายใต้ “วิกฤตินิติธรรม” ที่ตามมาด้วยข้อครหาเอื้อพวกพ้องในเวลานี้ หากปล่อยให้กระแสดังก้องขึ้นเรื่อยๆ เส้นทางรัฐบาลอาจสั้นกว่าที่คาดหวังก็เป็นไปได้