ป.ป.ช. จ่อเชือด จนท.สรรพากร ไม่ออกหมายเรียก ‘ทักษิณ ชินวัตร’ มาประเมินภาษี คดีหุ้นชินคอร์ป ชี้ไม่คุ้มครองผลประโยชน์ ทำเสียประโยชน์ 1.79 หมื่นล้านบาท
จากกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่มีคำสั่งให้กรมสรรพากรอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ในการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป สมัยที่นางสาวสุภาดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง จนทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ 1.79 หมื่นล้านบาท โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมชอบกลางประทับรับฟ้องเเล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีมติให้แยกข้อกล่าวหาไว้อีกหนึ่งสำนวน คือกรณีเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรและเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการออกหมายเรียก นายทักษิณ ชินวัตร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอีกรายหนึ่งมาทำการตรวจสอบไต่สวนเพื่อทำการประเมินภาษีภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบรายการภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 เป็นเรื่องที่มีการกล่าวหาใหม่
โดยสืบเนื่องจากกรณีที่กรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 13 มีนาคม 2560 ถึงประธาน ป.ป.ช. เรื่องขอส่งข้อเสนอของกรรมาธิการวิสามัญฯ กรณีเจ้าหน้าที่สรรพากรไม่ออกหมายเรียกเพื่อไต่สวนในการประเมินภาษีภายในระยะเวลาห้าปีทำให้รัฐต้องสูญเสียการจัดเก็บภาษี และเกิดความเสียหายร้ายแรงต่อระบบราชการของกระทรวงการคลังและกรมสรรพากร ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการชี้มูลความผิด นางสาวสุภากับพวก ที่ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางให้เป็นไปตามหนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0604.2/ว44 และระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. 2553 กำหนด ทำให้คดีดังกล่าวถึงที่สุดและไม่สามารถเก็บภาษีดังกล่าวจำนวน1.1 หมื่นล้านบาทเศษ ได้อีกต่อไปนั้น
แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. แจ้งว่า การแยกเรื่องกล่าวหาเป็นคดีใหม่ที่เกี่ยวข้องกับภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปนั้น ความจริงยังมีคดีที่จะต้องไต่สวนตรวจสอบต่อไป แยกเป็นคดีไม่ออกหมายเรียกนายทักษิณ มาตรวจสอบไต่สวนเพื่อประเมินภาษี ซึ่งเป็นคดีที่สืบเนื่องจากนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ชินวัตร ในฐานะโจทก์ ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรกับพวกต่อศาลภาษีอากรกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 266/2552และคดีหมายเลขดำที่ 267/2552 เมื่อวันที่ 12ธันวาคม 2552 ซึ่งเป็นกรณีที่กรมสรรพากรได้ทำการประเมินให้นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้ที่ได้รับจากการรับโอนหุ้นของบริษัทชินคอร์ป
โดยบุคคลทั้งสองได้มีคำขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ ต่อมาศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 242-243/2553เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 มีสาระสำคัญว่า เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม.14/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาว่า นายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.4 พันล้านหุ้นเศษ ในระหว่างที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงพิพากษาให้ริบหุ้นและผลประโยชน์ที่เกิดจากหุ้นทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาจึงมิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง และอาจถือได้ว่าเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกิดจากหุ้นดังกล่าว ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าของหุ้นที่แท้จริงที่มีหน้าที่เสียภาษียังคงเป็นนายทักษิณ จึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
ต่อมานิติกร กรมสรรพากร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายในการประสานงานกับพนักงานอัยการเพื่อแก้ต่างคดีนี้ มีความเห็นว่าคู่ความในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคือพนักงานอัยการสูงสุดกับนายทักษิณ ส่วนนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นเพียงผู้คัดค้าน แต่ในคดีของศาลภาษีอากรกลางเป็นข้อพิพาทระหว่างนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา (โจทก์) กับกรมสรรพากรและพวก (จำเลย) โดยตรง จึงไม่ใช่คู่ความเดียวกัน ไม่อาจนำคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาผูกพันในคดีภาษีของศาลภาษีอากรกลางได้
เมื่อโจทก์ในคดีของศาลภาษีอากรกลางคือนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาได้ยืนยันในชั้นการประเมินว่าหุ้นที่ถืออยู่เป็นของตน จึงเป็นบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย มีเหตุอันควรที่จะต้องอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง จึงได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาว่าควรจะต้องอุทธรณ์คดี และปรากฏว่าพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนมีความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยได้เตรียมอุทธรณ์คำพิพากษาแล้ว
จากนั้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2554 สำนักงานคดีภาษีอากร สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ส่งหนังสือถึงกรมสรรพากรแจ้งผลคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและมีความเห็นว่าไม่ควรอุทธรณ์ เมื่อนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากรในขณะนั้น ได้รับทราบคำพิพากษาและความเห็นของพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด แล้วได้มอบหมายให้สำนักสืบสวนและคดี กรมสรรพากร พิจารณา ผลการพิจารณาปรากฏว่ามีความเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานสรรพากรภาค 3 ที่จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาในคดีดังกล่าว จึงได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษาออกไปอีก 30 วัน ซึ่งไม่ตรงกับแนวทางที่กำหนดไว้ในหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ที่กำหนดให้ต้องอุทธรณ์คดีไปก่อน แม้ว่ากรมสรรพากรและพนักงานอัยการจะมีความเห็นตรงกัน
จากนั้นจะต้องส่งสำเนาคำฟ้อง คำให้การและประเด็นที่จะอุทธรณ์ สำเนาคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ความเห็นของกรมสรรพากร และความเห็นของพนักงานอัยการ ให้กระทรวงการคลังพิจารณา และในช่วงเวลาที่มีการขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วันดังกล่าวก็ได้มีการทำหนังสือชี้แจงกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงการคลังคือกรมสรรพากร กรมบัญชีกลาง และกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับกรณีนี้ ซึ่งไม่จำต้องมีการดำเนินการใดๆทั้งสิ้น เพียงเเต่ดำเนินการอุทธรณ์คดีไปก่อน แล้วส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาในภายหลังตามแนวทางที่กำหนดไว้ในหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44
ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 ได้มีการส่งหนังสือ ลับมาก ด่วนที่สุด จากกระทรวงการคลังไปยังกรมสรรพากร ลงนามโดยนางสาวสุภา ในฐานะรองปลัดกระทรวงการคลัง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้) แจ้งไปยังอธิบดีกรมสรรพากร ใจความว่ากระทรวงการคลังได้รับทราบการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรมสรรพากรเพื่อประกอบการพิจารณาไม่อุทธรณ์คดีแล้ว และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมให้กรมสรรพากรดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ของบุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงต่อไป
“แทนที่นางสาวสุภาจะสั่งการให้กรมสรรพากรต้องอุทธรณ์คดีไปก่อน แม้กรมสรรพากรและพนักงานอัยการจะมีความเห็นตรงกัน จากนั้นจะต้องส่งสำเนาคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นที่จะอุทธรณ์ สำเนาคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ความเห็นของกรมสรรพากร และความเห็นของพนักงานอัยการ ให้กระทรวงการคลังพิจารณา ตามแนวทางที่กำหนดไว้ในหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ดังกล่าว จึงนำไปสู่การชี้มูลความผิด นางสาวสุภากับพวกตามที่ปรากฏเป็นข่าว” เเหล่งข่าว กล่าว
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า นอกจากการไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 242-243/2553 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 แล้ว กรมสรรพากรไม่ได้ออกหมายเรียก นายทักษิณ มาทำการไต่สวนตรวจสอบภายใน 5 ปี ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระยะเวลาในการออกหมายเรียกดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มีนาคม 2555 ซึ่งผลตามกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการไม่ออกหมายเรียกดังกล่าวจะทำให้ไม่มีอำนาจในการประเมินภาษีต่อนายทักษิณ แม้ว่าจะยังไม่หมดอายุความในการประเมิน ซึ่งอายุความในการประเมินภาษีจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31นั้น
แหล่งข่าว กล่าวว่า ก่อนที่ระยะเวลาการออกหมายเรียก นายทักษิณ จะสิ้นสุดลง ในวันที่ 31 มีนาคม 2555 กรมสรรพากรได้หารือไปยังกระทรวงการคลังว่าจะต้องออกหมายเรียกหรือไม่ และออกหมายเรียกบุคคลใด ทั้งๆที่ปรากฏอยู่ในคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 242-243/2553 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 ซึ่งศาลได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาว่า นายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.4 พันล้านหุ้นเศษ ในระหว่างที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงพิพากษาให้ริบหุ้นและผลประโยชน์ที่เกิดจากหุ้นทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาจึงมิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง และอาจถือได้ว่าเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกิดจากหุ้นดังกล่าว ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าของหุ้นที่แท้จริงที่มีหน้าที่เสียภาษียังคงเป็นนายทักษิณ
แหล่งข่าว กล่าวว่า กรมสรรพากรไม่ดำเนินการออกหมายเรียกนายทักษิณ แต่ส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากร เป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้มีรองปลัดกระทรวงการคลังในขณะนั้นเป็นประธาน และมีกรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งฝ่ายเลขานุการที่เกี่ยวข้อง ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการชุดนี้ และฝ่ายเลขานุการ มิได้ทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามที่ควรจะทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ กลับออกคำวินิจฉัยโดยไม่ระบุให้ชัดแจ้งว่ากรมสรรพากรต้องออกหมายเรียกและประเมินภาษีจากบุคคลใด ทั้งๆที่ปรากฏอย่างชัดแจ้งอยู่ในคำพิพากษาของศาลภาษีอากรดังกล่าวแล้ว จึงอาจถือได้ว่าทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลัง คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ตลอดจนฝ่ายเลขานุการที่เกี่ยวข้อง มีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหายแก่ผลประโยชน์ของรัฐในค่าภาษีอากร ซึ่งเป็นกรณีที่จะต้องทำการไต่สวนตรวจสอบต่อไป ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องติดตาทว่าตัวเองจะถูกชี้มูลเหมือนกรณีนางสาวสุภา กับพวกที่ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางหรือไม่
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า เมื่อไม่มีการออกหมายเรียกนายทักษิณ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2555ทำให้กรมสรรพากรไม่มีอำนาจประเมินภาษี แม้ว่าขณะนั้นอายุความในการประเมินภาษีจะยังไม่สิ้นสุดลง คือวันที่ 31 มีนาคม 2560 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 แต่ต่อมาพบว่าในช่วงต้นปี 2560 ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจการประเมินภาษีต่อนายทักษิณ ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในการตอบข้อหารือว่าการโอนหุ้นของกลุ่มชินคอร์ปไม่ต้องเสียภาษี โดยศาลในคดีอาญาได้พิพากษาให้จำคุกเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเนื่องจากเป็นการตอบข้อหารือที่เป็นการกระทำโดยมิชอบ
“จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นเป็นกระแสสังคมว่าในส่วนภาษีได้มีการประเมินเรียกเก็บภาษีจากบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีแล้วหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (รัฐบาล คสช.) ในช่วงนั้นได้หาทางออกในการแก้ไขปัญหาให้ทำการประเมินภาษี นายทักษิณ โดยใช้หมายเรียกที่เคยออกไว้ให้แก่ นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา เพื่อทำการประเมินภาษีต่อบุคคลทั้งสองก่อนหน้านี้ที่นำไปสู่การฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง มาใช้เป็นหมายเรียกต่อ นายทักษิณ เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม.14/2551และคดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาไว้ว่าบุคคลทั้งสอง (นายพานทองเเท้ และนางสาวพิณทองทา) ได้ถือหุ้นไว้แทน (นอมินี) นายทักษิณ จึงให้ใช้หมายเรียกดังกล่าวไปเป็นเหตุในการประเมินภาษีต่อ นายทักษิณ และได้มีการแจ้งการประเมินภาษีต่อบุคคลดังกล่าวภายในกำหนดอายุความคือวันที่ 31 มีนาคม 2560
แหล่งข่าว กล่าวต่อไปว่า เมื่อมีการประเมินภาษีต่อ นายทักษิณ ดังกล่าวแล้ว บุคคลดังกล่าวได้โต้แย้งอุทธรณ์การประเมินภาษีไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร จนกระทั่งได้มีการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของกรมสรรพากร (โจทก์ชนะคดี)โดยเห็นว่า การออกหมายเรียกเพื่อทำการประเมินภาษีตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นกรณีเฉพาะตัว จะนำหลักเรื่องตัวการตัวแทนมาใช้ในกรณีนี้ไม่ได้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน กรมสรรพากรได้ยื่นฎีกา จนในที่สุดศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเรื่องนี้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ว่า กรณีนี้สามารถนำหมายเรียกที่ได้ออกไว้ต่อ นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา ซึ่งเป็นตัวแทนมาใช้ในการประเมินภาษีต่อ นายทักษิณ ได้ จึงพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ (โจทก์แพ้คดี) ซึ่งทำให้โจทก์ในคดีนี้ต้องจ่ายค่าภาษีให้แก่กรมสรรพากรเป็นจำนวนเงินประมาณ 17,000 ล้านบาทเศษ และได้มีการเรียกเก็บภาษีได้เพียงประมาณ 50 ล้านบาทเศษ และระยะเวลาการบังคับเรียกเก็บภาษีจะสิ้นสุดลงในเวลาอันใกล้นี้แล้ว ดังที่ปรากฏเป็นข่าว
“ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ดังกล่าวทำให้เกิดกรณีที่จะต้องทำการไต่สวนตรวจสอบต่อไปเป็นคดีหนึ่งคดี เนื่องจากการโต้แย้งอุทธรณ์ของนายทักษิณ ต่อกรมสรรพากร และการฟ้องคดีต่อศาลไม่เป็นเหตุให้มีการทุเลาการบังคับชำระค่าภาษี เว้นแต่จะมีการขอทุเลาการชำระค่าภาษีและได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรให้ทุเลาการชำระภาษีไว้ก่อนในระหว่างการโต้แย้งอุทธรณ์ และการฟ้องคดีต่อศาล ตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 31 และโดยปกติการที่จะได้รับอนุญาตให้ทุเลาการชำระค่าภาษีไว้ก็ต้องมีการวางหลักประกันค่าภาษีไว้ด้วย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางภาษีอากรของรัฐ ป.ป.ช. จึงต้องทำการไต่สวนตรวจสอบต่อไปว่า เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของกรมสรรพากรในช่วงปี 2560 เป็นต้นมา ได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐหรือไม่”


