วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ป.ป.ช. จ่อเชือด 'จนท.สรรพากร' ไม่ออกหมายเรียก ‘ทักษิณ’ ประเมินภาษี

ป.ป.ช. จ่อเชือด 'จนท.สรรพากร' ไม่ออกหมายเรียก ‘ทักษิณ’ ประเมินภาษี

ป.ป.ช. จ่อเชือด จนท.สรรพากร ไม่ออกหมายเรียก ‘ทักษิณ ชินวัตร’ มาประเมินภาษี คดีหุ้นชินคอร์ป ชี้ไม่คุ้มครองผลประโยชน์ ทำเสียประโยชน์ 1.79 หมื่นล้านบาท

จากกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่มีคำสั่งให้กรมสรรพากรอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ในการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป สมัยที่นางสาวสุภาดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง จนทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ 1.79 หมื่นล้านบาท โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมชอบกลางประทับรับฟ้องเเล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีมติให้แยกข้อกล่าวหาไว้อีกหนึ่งสำนวน คือกรณีเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรและเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการออกหมายเรียก นายทักษิณ ชินวัตร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอีกรายหนึ่งมาทำการตรวจสอบไต่สวนเพื่อทำการประเมินภาษีภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบรายการภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 เป็นเรื่องที่มีการกล่าวหาใหม่

โดยสืบเนื่องจากกรณีที่กรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 13 มีนาคม 2560 ถึงประธาน ป.ป.ช. เรื่องขอส่งข้อเสนอของกรรมาธิการวิสามัญฯ กรณีเจ้าหน้าที่สรรพากรไม่ออกหมายเรียกเพื่อไต่สวนในการประเมินภาษีภายในระยะเวลาห้าปีทำให้รัฐต้องสูญเสียการจัดเก็บภาษี และเกิดความเสียหายร้ายแรงต่อระบบราชการของกระทรวงการคลังและกรมสรรพากร ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการชี้มูลความผิด นางสาวสุภากับพวก ที่ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางให้เป็นไปตามหนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0604.2/ว44 และระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. 2553 กำหนด ทำให้คดีดังกล่าวถึงที่สุดและไม่สามารถเก็บภาษีดังกล่าวจำนวน1.1 หมื่นล้านบาทเศษ ได้อีกต่อไปนั้น
 

แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. แจ้งว่า การแยกเรื่องกล่าวหาเป็นคดีใหม่ที่เกี่ยวข้องกับภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปนั้น ความจริงยังมีคดีที่จะต้องไต่สวนตรวจสอบต่อไป แยกเป็นคดีไม่ออกหมายเรียกนายทักษิณ มาตรวจสอบไต่สวนเพื่อประเมินภาษี ซึ่งเป็นคดีที่สืบเนื่องจากนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ชินวัตร ในฐานะโจทก์ ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรกับพวกต่อศาลภาษีอากรกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 266/2552และคดีหมายเลขดำที่ 267/2552 เมื่อวันที่ 12ธันวาคม 2552 ซึ่งเป็นกรณีที่กรมสรรพากรได้ทำการประเมินให้นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้ที่ได้รับจากการรับโอนหุ้นของบริษัทชินคอร์ป 

โดยบุคคลทั้งสองได้มีคำขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ ต่อมาศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 242-243/2553เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 มีสาระสำคัญว่า เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม.14/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาว่า นายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.4 พันล้านหุ้นเศษ ในระหว่างที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงพิพากษาให้ริบหุ้นและผลประโยชน์ที่เกิดจากหุ้นทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาจึงมิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง และอาจถือได้ว่าเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกิดจากหุ้นดังกล่าว ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าของหุ้นที่แท้จริงที่มีหน้าที่เสียภาษียังคงเป็นนายทักษิณ จึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
 

ต่อมานิติกร กรมสรรพากร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายในการประสานงานกับพนักงานอัยการเพื่อแก้ต่างคดีนี้ มีความเห็นว่าคู่ความในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคือพนักงานอัยการสูงสุดกับนายทักษิณ ส่วนนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นเพียงผู้คัดค้าน แต่ในคดีของศาลภาษีอากรกลางเป็นข้อพิพาทระหว่างนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา (โจทก์) กับกรมสรรพากรและพวก (จำเลย) โดยตรง จึงไม่ใช่คู่ความเดียวกัน ไม่อาจนำคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาผูกพันในคดีภาษีของศาลภาษีอากรกลางได้

เมื่อโจทก์ในคดีของศาลภาษีอากรกลางคือนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาได้ยืนยันในชั้นการประเมินว่าหุ้นที่ถืออยู่เป็นของตน จึงเป็นบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย มีเหตุอันควรที่จะต้องอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง จึงได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาว่าควรจะต้องอุทธรณ์คดี และปรากฏว่าพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนมีความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยได้เตรียมอุทธรณ์คำพิพากษาแล้ว

จากนั้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2554 สำนักงานคดีภาษีอากร สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ส่งหนังสือถึงกรมสรรพากรแจ้งผลคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและมีความเห็นว่าไม่ควรอุทธรณ์ เมื่อนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากรในขณะนั้น ได้รับทราบคำพิพากษาและความเห็นของพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด แล้วได้มอบหมายให้สำนักสืบสวนและคดี กรมสรรพากร พิจารณา ผลการพิจารณาปรากฏว่ามีความเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานสรรพากรภาค 3 ที่จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาในคดีดังกล่าว จึงได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษาออกไปอีก 30 วัน ซึ่งไม่ตรงกับแนวทางที่กำหนดไว้ในหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ที่กำหนดให้ต้องอุทธรณ์คดีไปก่อน แม้ว่ากรมสรรพากรและพนักงานอัยการจะมีความเห็นตรงกัน 

จากนั้นจะต้องส่งสำเนาคำฟ้อง คำให้การและประเด็นที่จะอุทธรณ์ สำเนาคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ความเห็นของกรมสรรพากร และความเห็นของพนักงานอัยการ ให้กระทรวงการคลังพิจารณา และในช่วงเวลาที่มีการขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วันดังกล่าวก็ได้มีการทำหนังสือชี้แจงกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงการคลังคือกรมสรรพากร กรมบัญชีกลาง และกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับกรณีนี้ ซึ่งไม่จำต้องมีการดำเนินการใดๆทั้งสิ้น เพียงเเต่ดำเนินการอุทธรณ์คดีไปก่อน แล้วส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาในภายหลังตามแนวทางที่กำหนดไว้ในหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 ได้มีการส่งหนังสือ ลับมาก ด่วนที่สุด จากกระทรวงการคลังไปยังกรมสรรพากร ลงนามโดยนางสาวสุภา ในฐานะรองปลัดกระทรวงการคลัง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้) แจ้งไปยังอธิบดีกรมสรรพากร ใจความว่ากระทรวงการคลังได้รับทราบการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรมสรรพากรเพื่อประกอบการพิจารณาไม่อุทธรณ์คดีแล้ว และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมให้กรมสรรพากรดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ของบุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงต่อไป

“แทนที่นางสาวสุภาจะสั่งการให้กรมสรรพากรต้องอุทธรณ์คดีไปก่อน แม้กรมสรรพากรและพนักงานอัยการจะมีความเห็นตรงกัน จากนั้นจะต้องส่งสำเนาคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นที่จะอุทธรณ์ สำเนาคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ความเห็นของกรมสรรพากร และความเห็นของพนักงานอัยการ ให้กระทรวงการคลังพิจารณา ตามแนวทางที่กำหนดไว้ในหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ดังกล่าว จึงนำไปสู่การชี้มูลความผิด นางสาวสุภากับพวกตามที่ปรากฏเป็นข่าว” เเหล่งข่าว กล่าว
 
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า นอกจากการไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 242-243/2553 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 แล้ว กรมสรรพากรไม่ได้ออกหมายเรียก นายทักษิณ  มาทำการไต่สวนตรวจสอบภายใน 5 ปี ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระยะเวลาในการออกหมายเรียกดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มีนาคม 2555 ซึ่งผลตามกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการไม่ออกหมายเรียกดังกล่าวจะทำให้ไม่มีอำนาจในการประเมินภาษีต่อนายทักษิณ  แม้ว่าจะยังไม่หมดอายุความในการประเมิน ซึ่งอายุความในการประเมินภาษีจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31นั้น

แหล่งข่าว กล่าวว่า ก่อนที่ระยะเวลาการออกหมายเรียก นายทักษิณ จะสิ้นสุดลง  ในวันที่ 31 มีนาคม 2555 กรมสรรพากรได้หารือไปยังกระทรวงการคลังว่าจะต้องออกหมายเรียกหรือไม่ และออกหมายเรียกบุคคลใด ทั้งๆที่ปรากฏอยู่ในคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 242-243/2553 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 ซึ่งศาลได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาว่า นายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.4 พันล้านหุ้นเศษ ในระหว่างที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงพิพากษาให้ริบหุ้นและผลประโยชน์ที่เกิดจากหุ้นทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาจึงมิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง และอาจถือได้ว่าเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกิดจากหุ้นดังกล่าว ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าของหุ้นที่แท้จริงที่มีหน้าที่เสียภาษียังคงเป็นนายทักษิณ
 
แหล่งข่าว กล่าวว่า กรมสรรพากรไม่ดำเนินการออกหมายเรียกนายทักษิณ แต่ส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากร เป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้มีรองปลัดกระทรวงการคลังในขณะนั้นเป็นประธาน และมีกรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งฝ่ายเลขานุการที่เกี่ยวข้อง ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการชุดนี้ และฝ่ายเลขานุการ มิได้ทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามที่ควรจะทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ กลับออกคำวินิจฉัยโดยไม่ระบุให้ชัดแจ้งว่ากรมสรรพากรต้องออกหมายเรียกและประเมินภาษีจากบุคคลใด ทั้งๆที่ปรากฏอย่างชัดแจ้งอยู่ในคำพิพากษาของศาลภาษีอากรดังกล่าวแล้ว จึงอาจถือได้ว่าทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลัง คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ตลอดจนฝ่ายเลขานุการที่เกี่ยวข้อง มีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหายแก่ผลประโยชน์ของรัฐในค่าภาษีอากร ซึ่งเป็นกรณีที่จะต้องทำการไต่สวนตรวจสอบต่อไป ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องติดตาทว่าตัวเองจะถูกชี้มูลเหมือนกรณีนางสาวสุภา กับพวกที่ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางหรือไม่
 
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า เมื่อไม่มีการออกหมายเรียกนายทักษิณ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2555ทำให้กรมสรรพากรไม่มีอำนาจประเมินภาษี  แม้ว่าขณะนั้นอายุความในการประเมินภาษีจะยังไม่สิ้นสุดลง คือวันที่ 31 มีนาคม 2560 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 แต่ต่อมาพบว่าในช่วงต้นปี 2560 ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจการประเมินภาษีต่อนายทักษิณ ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในการตอบข้อหารือว่าการโอนหุ้นของกลุ่มชินคอร์ปไม่ต้องเสียภาษี โดยศาลในคดีอาญาได้พิพากษาให้จำคุกเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเนื่องจากเป็นการตอบข้อหารือที่เป็นการกระทำโดยมิชอบ

“จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นเป็นกระแสสังคมว่าในส่วนภาษีได้มีการประเมินเรียกเก็บภาษีจากบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีแล้วหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (รัฐบาล คสช.) ในช่วงนั้นได้หาทางออกในการแก้ไขปัญหาให้ทำการประเมินภาษี นายทักษิณ  โดยใช้หมายเรียกที่เคยออกไว้ให้แก่ นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา  เพื่อทำการประเมินภาษีต่อบุคคลทั้งสองก่อนหน้านี้ที่นำไปสู่การฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง มาใช้เป็นหมายเรียกต่อ นายทักษิณ  เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม.14/2551และคดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาไว้ว่าบุคคลทั้งสอง (นายพานทองเเท้ และนางสาวพิณทองทา) ได้ถือหุ้นไว้แทน (นอมินี) นายทักษิณ  จึงให้ใช้หมายเรียกดังกล่าวไปเป็นเหตุในการประเมินภาษีต่อ นายทักษิณ  และได้มีการแจ้งการประเมินภาษีต่อบุคคลดังกล่าวภายในกำหนดอายุความคือวันที่ 31 มีนาคม 2560
 
แหล่งข่าว กล่าวต่อไปว่า เมื่อมีการประเมินภาษีต่อ นายทักษิณ ดังกล่าวแล้ว บุคคลดังกล่าวได้โต้แย้งอุทธรณ์การประเมินภาษีไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร จนกระทั่งได้มีการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของกรมสรรพากร (โจทก์ชนะคดี)โดยเห็นว่า การออกหมายเรียกเพื่อทำการประเมินภาษีตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นกรณีเฉพาะตัว จะนำหลักเรื่องตัวการตัวแทนมาใช้ในกรณีนี้ไม่ได้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน กรมสรรพากรได้ยื่นฎีกา จนในที่สุดศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเรื่องนี้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ว่า กรณีนี้สามารถนำหมายเรียกที่ได้ออกไว้ต่อ นายพานทองแท้  และ นางสาวพินทองทา  ซึ่งเป็นตัวแทนมาใช้ในการประเมินภาษีต่อ นายทักษิณ  ได้ จึงพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ (โจทก์แพ้คดี) ซึ่งทำให้โจทก์ในคดีนี้ต้องจ่ายค่าภาษีให้แก่กรมสรรพากรเป็นจำนวนเงินประมาณ 17,000 ล้านบาทเศษ และได้มีการเรียกเก็บภาษีได้เพียงประมาณ 50 ล้านบาทเศษ และระยะเวลาการบังคับเรียกเก็บภาษีจะสิ้นสุดลงในเวลาอันใกล้นี้แล้ว ดังที่ปรากฏเป็นข่าว
 
“ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ดังกล่าวทำให้เกิดกรณีที่จะต้องทำการไต่สวนตรวจสอบต่อไปเป็นคดีหนึ่งคดี เนื่องจากการโต้แย้งอุทธรณ์ของนายทักษิณ ต่อกรมสรรพากร และการฟ้องคดีต่อศาลไม่เป็นเหตุให้มีการทุเลาการบังคับชำระค่าภาษี เว้นแต่จะมีการขอทุเลาการชำระค่าภาษีและได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรให้ทุเลาการชำระภาษีไว้ก่อนในระหว่างการโต้แย้งอุทธรณ์ และการฟ้องคดีต่อศาล ตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 31 และโดยปกติการที่จะได้รับอนุญาตให้ทุเลาการชำระค่าภาษีไว้ก็ต้องมีการวางหลักประกันค่าภาษีไว้ด้วย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางภาษีอากรของรัฐ ป.ป.ช. จึงต้องทำการไต่สวนตรวจสอบต่อไปว่า เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของกรมสรรพากรในช่วงปี 2560 เป็นต้นมา ได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐหรือไม่”