"รองโฆษกรัฐบาล" เผย บอร์ดนโยบายราง เคาะมาตรการเชิงรุกจัดระเบียงระบบราง กำหนดเพดานค่าโดยสาร-เว้นค่าแรกเข้าเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า ยกระดับความปลอดภัย ขยายโครงข่ายบริการ
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 รัฐบาลได้ เร่งกำหนดมาตรการสำคัญเชิงรุก เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบขนส่งทางรางอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ภายหลังพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 โดย ครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่
- การลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
- การยกระดับความปลอดภัย
- การพัฒนาโครงข่ายระบบรางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ในมิติด้านการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลมีแนวทางกำหนด เพดานค่าโดยสาร เพื่อป้องกันการเรียกเก็บค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งเตรียมยกเว้นค่าแรกเข้าเมื่อเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า รวมถึงการจัดสิทธิประโยชน์สำหรับกลุ่มเปราะบาง อาทิ เด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และทหารผ่านศึก นอกจากนี้ ยังมีมาตรการคุ้มครองผู้โดยสาร โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องชดเชยกรณีเกิดความล่าช้าหรือยกเลิกเที่ยวเดินรถ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดภาระของประชาชนอย่างแท้จริง
น.ส.ลลิดา กล่าวต่อว่า ในมิติด้านความปลอดภัย รัฐบาล ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกมิติ โดยกำหนดพื้นที่เขตระบบและเขตปลอดภัยให้ชัดเจน ควบคุมมาตรฐานตัวรถและโครงสร้างพื้นฐานให้มีความมั่นคงแข็งแรง รวมทั้งกำหนดให้บุคลากรต้องผ่านการรับรองตามมาตรฐาน และให้ผู้ประกอบการจัดทำประกันอุบัติเหตุ เพื่อคุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดต่อผู้โดยสาร อันเป็นการสร้างหลักประกันและความเชื่อมั่นในการใช้บริการระบบราง
น.ส.ลลิดา กล่าวต่อว่า ขณะที่มิติด้านการพัฒนาโครงข่ายและบริการ รัฐบาล เร่งรัดการลงทุนและขยายโครงข่ายระบบรางทั่วประเทศ โดยเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าในเขตเมืองและโครงการรถไฟทางคู่ในภูมิภาคที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการ เพื่อเพิ่มการแข่งขัน ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพบริการในภาพรวม
“รัฐบาลมุ่งมั่นเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” น.ส.ลลิดา กล่าว


