'ศาลอาญาทุจริต' ประทับรับฟ้อง 'สุภา' ไม่อุทธรณ์หุ้นชินคอร์ป ทำรัฐเสียหาย 1.79 หมื่นล้าน เปิด 3 ความเห็น ป.ป.ช. เสียงข้างน้อย ตีตกคำร้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ประทับรับฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อท.75/2569 ระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุด (พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต1) โจทก์ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการปปช.และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลังกับพวกรวมสามราย จำเลย กรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คดีดำเลขที่ 03-3-1058/2564 ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่23มิ.ย.2549 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีศาลปกครอง
โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดดังกล่าว ถือเป็นการกระทำโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานสังกัดกระทรวงการคลังที่มีหน้าที่ในการเรียกเก็บภาษีอากร แต่กลับไม่อุทธรณ์คดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและเป็นหน้าที่โดยตรงที่จะต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง มูลค่า 17,900 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในวันนี้ (1พค.2569) โจทก์และจำเลยที่ 3 (นายสุทธิชัย สังขมณี อดีตสรรพากรภาค1) มาศาล ส่วนจำเลยที่1 (นางสาวสุภา) อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค1 คดีหมายเลขดำที่ อท 95/2567 (คดีที่นายวีระ สมความคิด ฟ้องอดีตสี่คณะกรรมการปปช.และอดีตเลขาธิการสำนักงานปปช.ในความผิด มาตรา157 ประมวลกฎหมายอาญา กรณีขัดคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ไม่เปิดเผยสำนวนการไต่สวนกรณีนาฬิกาของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ)
และจำเลยที่ 2 (นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร) ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ในคดีหมายเลขแดงที่ อท 06/2564ของศาลนี้ โดยศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยถ่ายทอดภาพและเสียง (วิดีโอคอนเฟอเรนซ์)ระหว่างศาลกับเรือนจำกลางคลองเปรม สอบถามจำเลยที่ 2 และสักขีพยาน ยืนยันสัญญาณภาพและเสียงชัดเจน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงกระบวนการพิจารณา จำเลยที่ 1 นั้น โจทก์แถลงว่า จำเลยที่ 1 อยู่ระหว่างดำเนินคดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จึงขอให้ศาลส่งหนังสือถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ส่งตัวจำเลยที่ 1 มาสอบคำให้การต่อไป และศาลได้สอบถามจำเลยที่ 2 และที่ 3 เรื่องทนายความ โดยจำเลยทั้งสองไม่มีทนายความและประสงค์จะต่อสู้คดี โดยจะแต่งตั้งทนายความเข้ามาเองในภายหลัง
โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า วันนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังไม่มีทนายความประกอบกับมีเหตุที่จำเลยที่ 1 มาศาลวันนี้ไม่ได้จึงให้เลื่อนไปสอบคำให้การจำเลยทั้ง 3 ในวันที่ 30 มิ.ย. เวลา 09.30 น. และมีหนังสือถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ให้มีหมายเรียกจำเลยที่ 1 ด้วย และให้มีหมายเบิกตัวจำเลยที่ 2 มาศาลในวันนัดสอบคำให้การ โดยมีหนังสือถึงเรือนจำกลางคลองเปรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้ากรณีเมื่อวันที่ 28 เม.ย. มติที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. (เฉพาะสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ชี้มูลความผิดและใกล้ขาดอายุความ) โดยลงมติ 4 : 3 ชี้มูลความผิดนางสาวสุภา ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลังกับพวกรวม 6 ราย และส่งสำนวนนี้ให้พนักงานอัยการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายไปแล้ว กรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คดีดำเลขที่03-3-1058/2564 ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่23มิ.ย.2549เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีศาลปกครองนั้น
แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช. แจ้งว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการปปช.ในส่วนมติเสียงข้างน้อย 3 เสียงประกอบด้วย นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ และนายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ มีความเห็นไม่ชี้มูลความผิดนางสาวสุภาและให้ตีตกข้อกล่าวหานั้น
โดยนายเพียรศักดิ์ระบุว่า “หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่ระบุไว้ในหนังสือหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44ตามที่เจ้าหน้าที่ระบุนั้นเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาในคดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเกินกว่าสิบล้านบาทและศาลได้พิจารณาให้ส่วนราชการและศาลให้ส่วนราชการเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือพิพากษาให้ส่วนราชการชนะคดีไม่เต็มตามฟ้อง
ทั้งนี้หากส่วนราขการเจ้าของคดีและอัยการเห็นตรงกันว่าคดีไม่ควรอุทธรณ์ ฎีกาให้ดำเนินการอุทธรณ์ ฎีกาไปก่อนเนื่องจากเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์สูงแล้วส่งเรื่องกลับให้กระทรวงการคลังพิจารณาโดยเร็วหากต่อมากระทรวงการคลังเห็นควรว่าไม่อุทธรณ์ ฎีกาก็ให้เจ้าหน้าที่แจ้งอัยการให้ถอนอุทธรณ์ ฎีกาต่อไป
นอกจากนี้นายเพียรศักดิ์ ยังเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์การป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับทางราชการแต่ก็ยังให้อำนาจกระทรวงการคลังที่จะใช้ดุลพินิจว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้โดยคำนึงถึงประโยชน์ราชการแต่ในทางปฏิบัติสำนักงานอัยการสูงสุดที่เป็นทนายความแก้ต่างให้กรมสรรพากรก็จะยังไม่อุทธรณ์และขอขยายระยะเวลาออกไปก่อนซึ่งไม่ทำให้เกิดความเสียหายและยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตลอดเวลาที่ยังอยู่ในระยะเวลาที่ศาลอุทธรณ์ได้ขยายเว้นแต่กรณีที่ไม่อาจขยายได้แล้ว
เช่นนี้จึงเป็นหน้าที่ตัวความโดยสำนักงานอัยการสูงสุดต้องดำเนินการยื่นอุทธรณ์ไปก่อนตามที่หนังสือ ว 44กำหนดเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ราชการและกรณีดังกล่าวนางสาวสุภาได้พิจารณามีความเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องและรอบคอบให้กรมสรรพากรตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าหุ้นที่กรมสรรพากรประเมินภาษีเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ (นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร) หากมิใช่โอกาสที่จะชนะคดีเป็นไปได้ยากก็เห็นสมควรไม่อุทธรณ์คดี
อย่างไรก็ตามหากหุ้นเป็นของโจทก์ทั้งสองโดยแท้ก็เห็นสมควรให้กรมสรรพากรดำเนินการอุทธรณ์ต่อไป ต่อมากรมสรรพากรพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีดังกล่าวยังไม่พบแนวทางปฏิบัติประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองมิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริงและมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะเป็นผู้มีภาระภาษีอากรการอุทธรณ์คดีต่อไปโอกาสชนะเป็นไปได้ยากเห็นควรไม่อุทธรณ์ และแจ้งให้อธิบดีอัยการสำนักงานภาษีอาการทราบและเสนอเรื่องให้นางสาวสุภาทราบ ซึ่งนางสาวสุภามีความเห็นรับทราบดังนั้นการพิจารณาของนางสาวสุภาและผู้เกี่ยวข้องในกรณีนี้อยู่ในห้วงเวลาที่ยังไม่เลยกำหนดเวลาอุทธรณ์ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้แล้ว
"กรณีดังกล่าวยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการการพิจารณาไม่อุทธรณ์กรณีดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ ฉะนั้นจากการไต่สวนจึงยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่าการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นความผิดจึงเห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหกและให้ข้อกล่าวหาตกไป"
ส่วนนายแมนรัตน์ ระบุว่า การที่นางสุภา (ผู้ถูกกล่าวหาที่1) ลงนามในบันทึกข้อความกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง สำนักความรับผิดทางแพ่ง ด่วนที่สุด ที่กค 0410.2/5716 วันที่ 25 มิย. 2554 เรื่องการพิจารณาอุทธรณ์คดีรายนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทาถึงอธิบดีกรมสรรพากรนั้นเมื่อพิจารณาบันทึกข้อความดังกล่าวแผ่นที่หนึ่ง บรรทัดสุดท้ายว่า ”จึงให้กรมสรรพากรตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้..”
นอกจากนี้ในบันทึกข้อความแผ่นที่สองก็ได้มีแนวทางกำหนดให้อธิบดีกรมสรรพากรไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เห็นว่าบันทึกข้อความดังกล่าวเป็นการสั่งกรมสรรพากรไปดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมยังมิได้เป็นกรณีที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งว่าจะให้อุทธรณ์หรือไม่กับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางดังนั้นการที่อธิบดีกรมสรรพากร (นายสาธิต รังคศิริ ผู้ถูกกล่าวหาที่2) ได้รับทราบข้อสั่งการดังกล่าวแล้วแต่กลับสั่งการให้สรรพากรภาค 3 แจ้งสำนักงานอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์คดีโดยไม่เสนอข้อเท็จจริงการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาของกระทรวงการคลังตามข้อสั่งการนั้น
"ฉะนั้นการกระทำของนายสาธิตจึงมิชอบด้วยกฎหมายและคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายสาธิตฟังไม่ขึ้นส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำผิดจึงเห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหารายอื่นและให้ข้อกล่าวหาตกไป"
ด้าน นายเอกวิทย์ ระบุว่า เห็นพ้องด้วยกับความเห็นของนายแมนรัตน์และมีความเห็นเพิ่มเติมว่าการที่นายสาธิตลงนามในบันทึกข้อความ กรมสรรพากร สำนักสืบสวนและคดี ด่วนที่สุด ที่ กค 0327/2561 วันที่ 8 เม.ย. 2554 สั่งการให้สรรพากรภาค 3 แจ้งสำนักงานอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์คดีซึ่งเกิดผลไม่มีการอุทธรณ์คดีนี้และถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง เป็นการสั่งการโดยไม่มีอำนาจ ซึ่งอำนาจดังกล่าวเป็นของกระทรวงการคลัง
"ฉะนั้นการกระทำของนายสาธิตจึงมิชอบด้วยกฎหมายและคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายสาธิตฟังไม่ขึ้นส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำความผิด เห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหารายอื่นและให้ข้อกล่าวหาตกไป"


