วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ป.ป.ช. ชี้มูล ‘สุภา ปิยะจิตติ’ คดีไม่อุทธรณ์ฎีกาภาษีหุ้นชินคอร์ป

ป.ป.ช. ชี้มูล ‘สุภา ปิยะจิตติ’ คดีไม่อุทธรณ์ฎีกาภาษีหุ้นชินคอร์ป

มติ 4 ต่อ 3 ป.ป.ช. ชี้มูล ‘สุภา ปิยะจิตติ’ ไม่อุทธรณ์ฎีกาคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ทำรัฐเสียประโยชน์ 1.7 หมื่นล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. (เฉพาะสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ชี้มูลความผิดและใกล้ขาดอายุความ) โดยมีกรรมการ ป.ป.ช. 8 คนเข้าร่วมประชุม มีวาระลงมติสำนวนการไต่สวนที่กล่าวหา นางสาวสุภา ปิยะจิตติ ช่วงดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน) กับพวก กรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ตามคดีของ ป.ป.ช. คดีดำเลขที่ 03-3-1058/2564 ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2549 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีศาลปกครอง

โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ มีมติ 4 : 3 (นายประภาศ คงเอียด กรรมการ ป.ป.ช.ขอถอนตัวในการลงมตินี้ และมติเสียงข้างน้อยสามเสียงคือ นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ นายแมนรัตน์  รัตนสุคนธ์) โดยมติที่ประชุมเสียงข้างมากได้ชี้มูลความผิด น.ส.สุภา กับพวก พร้อมส่งสำนวนดังกล่าวให้พนักงานพนักงานอัยการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายไปแล้ว

ทั้งนี้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้แยกข้อกล่าวหาไว้อีกสำนวนหนึ่ง คือกรณีที่จ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการออกหมายเรียก นายทักษิณ ชินวัตร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอีกรายหนึ่งมาทำการตรวจสอบไต่สวนเพื่อทำการประเมินภาษีภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบรายการภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา19 ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการกล่าวหาใหม่อีกหนึ่งเรื่อง 
 

สืบเนื่องจากกรณีที่กรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 13 มีนาคม 2560 ถึงประธาน ป.ป.ช. เรื่องขอส่งข้อเสนอของกรรมาธิการวิสามัญฯ กรณีเจ้าหน้าที่สรรพากรไม่ออกหมายเรียกเพื่อไต่สวนในการประเมินภาษีภายในระยะเวลาห้าปีทำให้รัฐต้องสูญเสียการจัดเก็บภาษี และเกิดความเสียหายร้ายแรงต่อระบบราชการของกระทรวงการคลังและกรมสรรพากร และเกิดความเสียหายจากการไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางให้เป็นไปตามหนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0604.2/ว 44 และระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. 2553 กำหนด ทำให้คดีดังกล่าวถึงที่สุดและไม่สามารถเก็บภาษีดังกล่าวจำนวน 1.1 หมื่นล้านบาทเศษ ได้อีกต่อไป

แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. แจ้งว่า รายละเอียดของสำนวนนี้ สาระหลักที่สำคัญคือ จากทางไต่สวนได้ความว่า หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0604.2/ว 44 ข้อ1.2 กำหนดว่า หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกา คดีแพ่งเกินที่มีทุนทรัพย์เกินกว่าสิบล้านบาทและศาลได้มีพิพากษาให้ส่วนราชการเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือพิพากษาให้ส่วนราชการชนะคดีไม่เต็มตามฟ้อง หากส่วนราชการเจ้าของคดีและพนักงานอัยการเห็นควรอุทธรณ์ ฎีกา ก็ให้ส่วนราชการอุทธรณ์ ฎีกา โดยไม่ต้องส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณา ในกรณีที่ส่วนราชการเจ้าของคดีและพนักงานอัยการมีความเห็นตรงกันว่าคดีไม่ควรอุทธรณ์ ฎีกา ให้ดำเนินการอุทธรณ์ ฎีกา ไปก่อน เนื่องจากเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์สูงแล้วจึงส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณาโดยเร็ว
 

ขณะเดียวกันกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง มีหน้าที่พิจารณาเสนอความเห็นต่อกระทรวงการคลังว่า เป็นกรณีที่สมควรอุทธรณ์ ฎีกา คำพิพากษา หรือไม่ และรองปลัดกระทรวงการคลัง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน) มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาว่าสมควรจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือไม่ ตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 60/2552 เรื่องการมอบอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้แก่ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงการคลัง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบอำนาจในการสั่งการหรือให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่ง การดำเนินการด้านพิจารณาอุทธรณ์ ฎีกาฯ 

รวมทั้งยุติการดำเนินคดีแพ่งและคดีปกครองครั้งหนึ่งในวงเงินเกินสิบล้านบาทขึ้นไป โดยรองปลัดกระทรวง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน) ถ้ารองปลัดกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่สมควรอุทธรณ์ ฎีกา ก็จะมีคำสั่งให้ส่วนราชการเจ้าของคดีต้องประสานกับพนักงานอัยการเพื่อถอนอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป

อีกทั้งหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีปกครองดังกล่าวนั้น เป็นการสั่งการหรือให้ความเห็นชอบของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลเกี่ยวกับการเงินการคลังแผ่นดิน ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงมีสถานะเป็นกฎที่มีผลบังคับให้ส่วนราชการที่เป็นคู่ความในคดีและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามและได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องอาจต้องรับผิดในความเสียหาย โดยหัวหน้าส่วนราชการต้องดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิด ความผิดทางวินัย รวมทั้งความผิดทางอาญา แล้วแต่กรณี

แหล่งข่าว ระบุว่า จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2552 นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ชินวัตร ในฐานะโจทก์ ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรกับพวกต่อศาลภาษีอากรกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 266/2552 และคดีหมายเลขดำที่ 267/2552 ซึ่งเป็นกรณีที่กรมสรรพากรได้ทำการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา โดยบุคคลทั้งสองได้มีคำขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ 

ต่อมาศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 242/2553 มีสาระสำคัญว่า เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม.14/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาว่า นายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.4 พันล้านหุ้นเศษ ในระหว่างที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงพิพากษาให้ริบหุ้นและผลประโยชน์ที่เกิดจากหุ้นทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาจึงมิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง และอาจถือได้ว่าเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกิดจากหุ้นดังกล่าว ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าของหุ้นที่แท้จริงที่มีหน้าที่เสียภาษียังคงเป็นนายทักษิณ จึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมานิติกร กรมสรรพากร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายที่รับผิดชอบในการประสานงานกับพนักงานอัยการเพื่อแก้ต่างคดีนี้ เมื่อได้ทราบคำพิพากษาดังกล่าวก็มีความเห็นว่าคู่ความในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคือพนักงานอัยการสูงสุดกับนายทักษิณ 

ส่วนนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นเพียงผู้คัดค้าน แต่ในคดีของศาลภาษีอากรกลางเป็นข้อพิพาทระหว่างนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา (โจทก์) กับกรมสรรพากรและพวก (จำเลย) โดยตรง จึงไม่ใช่คู่ความเดียวกัน ไม่อาจนำคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาผูกพันในคดีภาษีของศาลภาษีอากรกลางได้ เมื่อโจทก์ในคดีของศาลภาษีอากรกลางคือนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาได้ยืนยันในชั้นการประเมินว่าหุ้นที่ถืออยู่เป็นของตน จึงเป็นบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย มีเหตุอันควรที่จะต้องอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง จึงได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาว่าควรจะต้องอุทธรณ์คดี และปรากฏว่าพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนก็มีความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยได้เตรียมอุทธรณ์คำพิพากษาแล้ว

ต่อมาในวันที่ 14 มีนาคม 2554 สำนักงานคดีภาษีอากร สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ส่งหนังสือถึงกรมสรรพากรแจ้งผลคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและได้มีความเห็นว่าไม่ควรอุทธรณ์ นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากรในขณะนั้น หลังจากได้รับทราบคำพิพากษาและความเห็นของพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ก็ได้มอบหมายให้สำนักสืบสวนและคดี กรมสรรพากร พิจารณา ผลการพิจารณาปรากฏว่าได้มีความเห็น โดยเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานสรรพากรภาค 3 ที่จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาในคดีดังกล่าว จึงได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษาออกไปอีกสามสิบวัน ซึ่งไม่ตรงกับแนวทางที่กำหนดไว้ในหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ที่กำหนดให้ต้องอุทธรณ์คดีไปก่อน แม้ว่ากรมสรรพากรและพนักงานอัยการจะมีความเห็นตรงกัน 

จากนั้นจะต้องส่งสำเนาคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นที่จะอุทธรณ์ สำเนาคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ความเห็นของกรมสรรพากร และความเห็นของพนักงานอัยการ ให้กระทรวงการคลังพิจารณา และในช่วงเวลาที่มีการขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีกสามสิบวันดังกล่าว ก็ได้มีการทำหนังสือชี้แจงกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงการคลังคือกรมสรรพากร กรมบัญชีกลาง และกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับกรณีนี้ ซึ่งความจริงแล้วไม่จำต้องมีการดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น กล่าวคือจะต้องดำเนินการอุทธรณ์คดีไปก่อน แล้วจึงส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาในภายหลังตามแนวทางที่กำหนดไว้ในหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ดังกล่าว

ต่อมาในวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 ได้มีการส่งหนังสือ ลับมาก ด่วนที่สุด จากกระทรวงการคลังไปยังกรมสรรพากร ลงนามโดยนางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้) แจ้งไปยังอธิบดีกรมสรรพากร มีใจความโดยสรุปว่า กระทรวงการคลังได้รับทราบการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรมสรรพากรเพื่อประกอบการพิจารณาไม่อุทธรณ์คดีแล้ว และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมให้กรมสรรพากรดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ของบุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงต่อไป แทนที่จะสั่งการให้กรมสรรพากรต้องอุทธรณ์คดีไปก่อน แม้ว่ากรมสรรพากรและพนักงานอัยการจะมีความเห็นตรงกัน จากนั้นจะต้องส่งสำเนาคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นที่จะอุทธรณ์ สำเนาคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ความเห็นของกรมสรรพากร และความเห็นของพนักงานอัยการ ให้กระทรวงการคลังพิจารณา ตามแนวทางที่กำหนดไว้ในหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ดังกล่าว

โดยข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพบว่าในการพิจารณาไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรดังกล่าว มีเหตุผลอันสมควรที่จะยกขึ้นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางได้ เนื่องจากศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาว่า นายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.4 พันล้านหุ้นเศษ ในระหว่างที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงพิพากษาให้ริบหุ้นและผลประโยชน์ที่เกิดจากหุ้นทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาจึงมิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง และอาจถือได้ว่าเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกิดจากหุ้นดังกล่าว ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าของหุ้นที่แท้จริงที่มีหน้าที่เสียภาษียังคงเป็นนายทักษิณ จึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่ศาลภาษีอากรกลางมิได้หยิบยกกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร ขึ้นวินิจฉัย 

ซึ่งประเด็นนี้ได้มีการหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม.14/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ว่า “ปัญหาว่า การที่ คตส. ดำเนินการให้มีการเรียกเก็บค่าภาษีกรณีที่ผู้คัดค้านที่ 2 (นายพานทองแท้) และที่ 3 (นางสาวพินทองทา) ซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปจากบริษัทแอมเพิลริช แต่กลับกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหา (นายทักษิณ) ยังคงถือหุ้นดังกล่าวอยู่ เป็นการดำเนินการสองมาตรฐานหรือไม่ เห็นว่า การเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดานั้น ประมวลรัษฎากรมาตรา 61 ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกเก็บภาษีจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญที่แสดงว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญ และทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน ในข้อนี้ได้ความจากเอกสารหมาย ร.119 และ ร.184 

ประกอบทางไต่สวนว่าจากการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายและโอนหุ้นบริษัทชินคอร์ป พบว่าผู้คัดด้านที่ 2 และที่ 3 ซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปจากบริษัทแอมเพิลริชในฐานะที่ตนเป็นกรรมการบริษัทแอมเพิลริช โดยตกลงซื้อขายกันในราคาเพียงหุ้นละหนึ่งบาทซึ่งต่ำกว่าราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงเห็นว่าผู้คัดด้านที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้มีเงินได้พึ่งประเมินและต้องเสียภาษีเงินได้ โดยมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 เป็นบรรทัดฐาน การที่ คตส. มีหนังสือแจ้งให้กรมสรรพากรดำเนินการเพื่อเรียกเก็บค่าภาษีจากผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เป็นการดำเนินการทางภาษีอากรโดยใช้อำนาจตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ข้อ 8  วรรคสอง ซึ่งหากมีข้อพิพาทก็เป็นเรื่องที่ผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิจะต้องดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากรเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก อันเป็นคนละกรณีกับการกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาเป็นคดีนี้ การดำเนินการของ คตส. จึงไม่เป็นการดำเนินการสองมาตรฐานตามที่กล่าวอ้าง” กรมสรรพากรและกระทรวงการคลังจึงสามารถยกคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังกล่าวเป็นข้อโต้แย้งในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางได้อย่างมีเหตุผลที่เหมาะสม

แหล่งข่าว กล่าวว่า เมื่อมีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยไว้ดังกล่าวนี้ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรในสำนวนของ ป.ป.ช. ในคดีนี้ ก็สมควรยกเหตุดังกล่าวขึ้นโต้แย้งในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง โดยเฉพาะกรณีที่นางสาวสุภา ปิยะจิตติ มิได้มีข้อสั่งการให้กรมสรรพากรดำเนินการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรทั้ง ๆ ที่ได้ทราบถึงเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังกล่าวแล้ว ย่อมเป็นการปฏิบัติที่มิชอบด้วยหน้าที่อันพึงมีดังที่กำหนดไว้ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ดังกล่าว อันเป็นการรักษาผลประโยชน์ของรัฐเกี่ยวกับเงินแผ่นดิน แต่กลับไม่กระทำ จึงเป็นการกระทำการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานสังกัดกระทรวงการคลังที่มีหน้าที่ในการเรียกเก็บภาษีอากร แต่กลับไม่อุทธรณ์คดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและเป็นหน้าที่โดยตรงที่จะต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งจำนวนเงินภาษีมีมูลค่าถึงประมาณ 17,900 ล้านบาท 

“เมื่อข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวนี้มีประเด็นที่ถือว่าเป็นเหตุผลสำคัญของการอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางดังกล่าว ดังนั้น การพิจารณาไม่อุทธรณ์จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะไม่ปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรที่จะพิจารณาให้อุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหากกรมสรรพากรแพ้คดีหรือชนะไม่เต็มตามฟ้อง”

แหล่งข่าว กล่าวว่า การไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางโดยมิได้หยิบยกกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้ที่มีชื่อในหนังสือสำคัญ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากรมาเป็นเหตุผลประกอบการพิจารณาว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ นั้น ต่อมาปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 กรมสรรพากรได้ทำการประเมินภาษีบุคคลที่เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงคือนายทักษิณตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภงด.12) เป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท นายทักษิณได้อุทธรณ์การประเมินและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง 

ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ยกฟ้องนายทักษิณโจทก์ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ส่งผลให้นายทักษิณมีหน้าที่จะต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่กรมสรรพากร แต่ทราบว่าจนถึงปัจจุบันนี้ได้มีการบังคับชำระภาษีได้เพียงห้าสิบล้านบาทเศษ และระยะเวลาในการบังคับชำระภาษีจะสิ้นสุดลงในเวลาอันใกล้นี้

แหล่งข่าว ระบุอีกว่า ผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้รวมทั้งนางสาวสุภา ปิยะจิตติ ได้ยกขึ้นต่อสู้ว่าแม้จะไม่มีการอุทธรณ์คดีของศาลภาษีอากรกลางที่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นโจทก์ แต่เมื่อต่อมาได้มีการประเมินภาษีนายทักษิณและศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้องนายทักษิณดังกล่าวแล้ว ก็ถือว่าการไม่อุทธรณ์ก็มิได้ทำให้รัฐเสียหายหรือเสียประโยชน์แต่อย่างใด แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายเสียงข้างมากเห็นว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ดำเนินการอุทธรณ์คดีไปก่อน ย่อมถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 และเกิดความเสียหายต่อรัฐแล้ว 

“เพราะหากมีการอุทธรณ์คดีและศาลฎีกาอาจมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยยกเหตุผลว่าการประเมินภาษีต่อนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นการใช้อำนาจประเมินภาษีตามมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร ดังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยไว้ ก็จะทำให้รัฐชนะคดี ส่งผลให้นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาต้องชำระภาษีให้แก่กรมสรรพากร ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำการประเมินภาษีต่อนายทักษิณอีกต่อไป”

แหล่วข่าว กล่าวว่า การกระทำของนางสาวสุภา ปิยะจิตติ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของกรมสรรพากรจึงมีมูลว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดทางอาญาในฐานความผิดดังนี้ 1. ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากรฯโดยทุจริตเรียกเก็บหรือกระทำ/ไม่กระทำการเพื่อให้ผู้เสียภาษีนั้นมิต้องเสียหรือเสียน้อยกว่าที่จะต้องเสีย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา154)

2. ความฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157)

3. ความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฯ

4. เป็นความผิดทางวินัยร้ายแรง

5. ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน เหตุเกิดระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 2 พฤษภาคม 2554 สถานที่เกิดเหตุ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เขตพญาไท กทม

อนึ่ง นางสาวสุภาเคยรับราชการในกระทรวงการคลังหลายตำแหน่ง และตำแหน่งสุดท้ายคือรองปลัดกระทรวงการคลัง จากนั้นนางสาวสุภาเข้ามาเป็นกรรมการป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2557 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2566 เพราะนางสาวสุภาดำรงตำแหน่งครบวาระเก้าปี โดยนายแมนรัตน์ได้รับการสรรหาเข้ามาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. แทนนางสาวสุภา